[Spoil] All You Need Is Love

posted on 30 Jun 2009 03:21 by almond-meringue
 

All You Need Is Love  (YunJae Special from 24 Hours with TVXQ)

 

(ฟิกเก่าเขียนนานค้างปีแต่ยังไม่จบ)

 

 

 

 

‘ถ้าแจจุงยังไม่มีแฟน ก็ช่วยเอานี่ให้เขาหน่อย'

 

ยุนโฮกระพริบตามองซองจดหมายเล็กๆ สีชมพูอ่อนหวานที่วางอยู่ตรงหน้า ในหัวคล้ายยังอื้ออึงไปด้วยคำฝากฝังจากคนที่ยัดเยียดมันมาให้เขา เจ็บใจที่นอกจากจะไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ตอนนี้ยังต้องมานั่งกลุ้มว่าควรจัดการกับมันยังไง ไม่อยากจะเชื่อจริงๆว่าแค่กระดาษแผ่นบางๆจะมีน้ำหนักมหาศาล ถ่วงทั้งตัวทั้งหัวใจเขาให้หนักอึ้งได้ถึงขนาดนี้

 

"ทำอะไรอยู่!!!"

 

เสียงตะโกนพร้อมอะไรบางอย่างเย็นเฉียบที่แนบลงมาบนแก้มทำเอายุนโฮสะดุ้งเฮือก ผงะเอนหนีทันควันจนเกือบชนเข้ากับผิวแก้มใสของคนแกล้งที่ยื่นหน้าข้ามไหล่เข้ามาหัวเราะชอบอกชอบใจ แต่พอจะผละหลบ กลิ่นหอมละมุนอันมีที่มาจากแก้มขาวๆนั้นก็กลบความคิดที่ว่าไปเสียหมด รู้ตัวอีกทีก็ยอมอยู่นิ่งๆ ให้ขวดชาเขียวเย็นๆ แปะหน้าซ้ำเข้าอีกหลายหน ลืมไปเลยว่าบนโต๊ะยังมีอะไรบางอย่างวางอยู่......

 

"ดูอะไรอยู่เหรอ"

 

"เปล่า .. เปล่า ..ไม่มีอะไร"

 

ยุนโฮรีบคว้าจดหมายเจ้ากรรมมายัดใส่กระเป๋า แต่ก็รู้ว่าช้าเกินไป ยังไงก็คงซ่อนไม่พ้นเพราะแจจุงตาไวเสียยิ่งกว่าอะไรดี

 

"ไม่มีอะไรได้ไง ก็เห็นๆ อยู่ว่าจดหมาย"  

 

เสียงกังวานของคนเป็นนักร้องนำประกาศย้ำว่าที่เขากังวลไม่ผิดไปจากที่คิด หนำซ้ำนัยน์ตากลมดำยังเปี่ยมประกายรู้ทันจนน่าใจหาย

 

"จดหมายรักล่ะสิ"

 

คำทายตรงเผงจนยุนโฮสะอึก และไม่ว่าฝ่ายนั้นจะเข้าใจว่ามันเป็นจดหมายของใครก็ตามแต่ ถ้าเขาปฏิเสธก็เท่ากับโกหกอยู่ดี หันซ้ายหันขวาแล้วไม่เจอวิธีเลี่ยงอื่น เด็กหนุ่มเลยตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่ง่ายที่สุด นั่นคือแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วหันไปคว้าเอาสคริปต์ของงานอีเวนท์วันพรุ่งนี้ขึ้นมาดูแทน แม้ผลที่ได้จะเป็นแรงเหวี่ยงจากกำปั้นกลมๆ ที่ฟาดลงมาบนไหล่แบบไม่ออมมือก็ยังถือว่าคุ้มอยู่ดี

 

ยุนโฮมองตามคนที่เดินอ้อมไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้ด้านตรงข้ามแล้วอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มกับอาการย่นจมูกที่แปลว่า ‘ไม่บอกก็ไม่เห็นจะง้อ' ของฝ่ายนั้น ก่อนจะต้องรีบก้มลงดู ‘ข้ออ้าง' ของตัวเองเมื่อดวงตากลมดำปรายมองมา เด็กหนุ่มทำเป็นง่วนอยู่กับตารางงานและบทพูดสั้นๆ ที่ทีมงานเตรียมไว้ให้ ทั้งที่จริงแล้วก็อ่านแบบขอไปที เพราะก็ไม่ได้สนใจจะดูมันอยู่แล้ว ดวงหน้าผ่องใสของคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามนั่นต่างหากที่อยู่ในความสนใจของเขา ....อยู่ในความคิดคำนึงแทบจะตลอดเวลา

 

ดวงตาเรียวรีแอบเหลือบดูคนนั่งตรงข้ามหยิบเอาไอพอดขึ้นมาเสียบหูฟัง ท่านั่งหลับตาพลางโยกศีรษะน้อยๆ เป็นจังหวะอย่างสบายอารมณ์บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงอย่างเต็มที่ น่าจะทำให้ยินดีที่ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนคาดคั้นเรื่องเมื่อครู่อีก

 

....น่าจะยินดี ....แต่กลับก่อความรู้สึกปลาบลึกขึ้นตรงไหนสักที่ในหัวใจ

 

หลายครั้งที่เคยแอบเข้าข้างตัวเองว่าแจจุงเองก็น่าจะคิดตรงกันกับเขา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าหลอกตัวเองทั้งเพ ขนาดเห็นอยู่ตำตาว่าเขาอาจจะถือของอย่าง ‘จดหมายรัก' เอาไว้ในมือ แจจุงก็ยังไม่มีทีท่าจะสนใจเลยสักนิด แบบนี้แล้วเขายังจะมีสิทธิ์ไปหวังอะไรได้

 

ยุนโฮถอนใจแรงๆ เมื่อนึกถึงของในกระเป๋า นี่ถ้าหากว่าคนฝากมาไม่ใช่พี่ซาตาเกะเขาก็จะไม่มีทางยอมรับมาให้กลุ้มใจอย่างนี้แน่ๆ

 

คำถามที่ว่าแจจุงมีแฟนแล้วหรือยัง ตอบแทนให้เลยก็ได้ว่าไม่มี เพราะพวกเขาอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา เป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายนั้นจะมีใครแอบซ่อนเอาไว้โดยที่เขาไม่รู้  .....แต่ถ้าถามว่าแจจุงมีคนที่ ‘ชอบ' หรือ ‘รัก' แล้วหรือยัง เขาตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้เลย ...ไม่เคยรู้เลยจริงๆ

 

ความรู้สึกของยุนโฮยิ่งพลุ่งพล่านจนแทบทนไม่ไหว เมื่อคิดว่าความเป็นคนรักษาคำพูดและวางใจได้ที่หลายคนชมเชย กำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง พี่ซาตาเกะคงมั่นใจว่าถึงยังไงเขาก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้แน่ๆ

 

....แต่ถ้านี่จะเป็นสักครั้งที่เขาไม่ทำตามที่รับปาก เอาจดหมายส่งคืนไปทั้งที่ไม่ยอมแม้แต่จะให้แจจุงได้ดู .....ขอเขาทำแบบนั้นได้ไหม?

 

แล้วเขามี ‘สิทธิ์' จะทำแบบนั้นรึเปล่า?   

 

บางทีเจ้าของจดหมายอาจเป็นคนดี เป็นที่พอใจของแจจุง  ถ้าเขาปิดโอกาสไม่ให้ทั้งคู่รู้จักกัน แจจุงก็อาจพลาดที่จะได้พบคนดีๆไป  ที่ถูกแล้วเขาต้องบอกเรื่องนี้ ให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

.....แต่เพียงแค่คิดว่าจะต้องเห็นแจจุงอยู่เคียงข้างใครคนอื่นที่ไม่ใช่เขา ยุนโฮก็แทบจะทนไม่ได้ 

 

จู่ๆ เปลือกตาสีมุกประดับด้วยแพขนตายาวที่กำลังเฝ้ามองอยู่ก็กระพริบเปิด เร็วเกินกว่าจะตั้งตัวทัน ตาต่อตาเลยประสานกันแบบเต็มๆ จ้องกันอยู่อย่างนั้นเป็นนานจนคิ้วโค้งเรียวยกขึ้นสูงแทนคำถาม ยุนโฮถึงนึกออกว่าเขาควรจะต้องพูดอะไรสักอย่าง

 

"เอ่อ ....ฝนหยุดตกแล้ว ฉันจะไปดูหน่อยว่าโปรดิวเซอร์จะเรียกรวมกองเมื่อไหร่ นายจะเอาชาอีกมั้ย"

 

เมื่ออีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธแล้วหลับตาลงอีกครั้ง ยุนโฮก็ขยับลุก ก้าวออกทางประตูด้านข้างที่ถือว่าใกล้สุดสำหรับการข้ามไปบ้านพักอีกหลัง ฝนเพิ่งหยุดตกได้ครู่เดียว โปรดิวเซอร์คงยังไม่ออกไปไหน แต่ถึงไม่เจอก็ไม่เห็นจะเป็นไร ในเมื่อนี่มันก็แค่อีกหนึ่งข้ออ้างที่เขาใช้เพื่อหลบหนี แทนที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ นั่นก็คือเอาจดหมายในกระเป๋าให้แจจุง ยอมรับไปว่ามันคือจดหมายรักจริงๆ ...จดหมายรักที่ส่งมาให้นายไงล่ะแจจุง

 

~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~

 

 

"อุ๊บ !!"

 

แจจุงหลุดปากอุทานเมื่อออกแรงกระตุกเศษด้ายที่ยื่นเลยออกมานอกกระดุมเสื้อแล้วกลับกลายเป็นว่าหวุดหวิดจะกระชากมันขาดติดมือมาทั้งสองอย่าง ดวงตากลมดำเหลียวมองไปรอบๆอีกที ดูจนแน่ใจว่ายังคงอยู่เพียงลำพังกับราวแขวนผ้าที่เรียงติดกันแน่นเอี้ยดอยู่ในห้องก็หันกลับมาเร่งมือ พันปลายสั้นๆ ของเส้นด้ายสีแดงให้มันแนบสนิทไปกับกระดุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ลำบากไม่ใช่น้อยที่จะซ่อนด้ายสีจัดจ้านไว้บนเสื้อสูทสีขาวแบบนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเขาไม่ได้พักห้องเดียวกับยุนโฮ โอกาสจะเข้าถึงเสื้อผ้าที่ฝ่ายนั้นจะใส่ได้บ่อยที่สุดก็มีแต่ชุดที่ต้องใส่แทบทุกวันเพื่อโปรโมทซิงเกิ้ลในช่วงนี้เท่านั้น ....นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าเอามาผูกที่เสื้อแล้วจะได้ผลจริงๆรึเปล่า

 

... ‘ได้ผล' งั้นหรือ? ....

 

 ปลายนิ้วที่กำลังสาละวนอยู่กับปมด้ายหยุดชะงัก สองขาถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อมองสูทสีขาวที่ถูกกำจนยับกับปลายด้ายที่ยังโผล่ออกมาจากกระดุมเม็ดสุดท้าย เพิ่งรู้สึกตัวเดี๋ยวนั้นเองว่าเขากำลังลงมือทำมันอยู่จริงๆ

 

เขากำลังผูก ‘ด้ายแดงแห่งพรหมลิขิต' กับเสื้อของยุนโฮ แล้วก็ยังหวังว่ามันจะศักดิ์อีกด้วย!!

 

เด็กหนุ่มเผลอตัวหลุดสบถสองสามคำแล้วเริ่มลงมือรื้อด้ายสีแดงที่ตัวเองเป็นคนลงมือพันเอาไว้ออก พร่ำบ่นตัวเองในใจยืดยาวที่ไม่รู้มีอะไรมาดลใจถึงได้ทำเรื่องน่าหัวเราะอย่างนี้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าใครมารู้เข้าว่าเขาทำตามเคล็ดลับผูกด้ายแดงที่แม้แต่เด็กก็ยังรู้เลยว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

 

แกร๊ก ~

 

ร่างบางสะดุ้งสุดตัวกับเสียงเปิดประตูที่ดังผ่านความเงียบเข้ามา จากที่กำลังก้มอยู่ใต้แนวราวแขวนผ้าก็เงยพรวดขึ้นตามสัญชาตญาณ

 

"ว้าย !!!"

 

แจจุงหรี่ตาลงกับเสียงร้องของใครรสักคนที่ยังมองไม่เห็นหน้า แต่ก็รีบจับเอาด้ายแดงที่เหลือใส่คืนกลับลงไปในถุงแพรก่อนอีกฝ่ายจะได้รู้ว่าเขาแอบเข้ามาทำอะไร

 

"โธ่ แจจุงคุงนี่เอง นึกว่าใคร ...ทำพี่ใจหายหมด"

 

แสงไฟที่ส่องผ่านเข้ามาตามช่องประตูทำให้ห้องสว่างมากกว่าเดิมจนพอมองเห็นว่าผู้ที่ก้าวเข้ามาคือคอสตูมสาวที่รู้จักสนิทสนมกันดี  นักร้องหนุ่มหยุดคิดชั่วครู่ว่าควรมีปฏิกิริยาตอบกลับไปอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจส่งรอยยิ้มออกไปเป็นทัพหน้า ค่อยๆก้าวออกจากที่กำบังเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ในขณะที่มือก็พยายามยัดเจ้าถุงเครื่องรางลงไปในกระเป๋ากางเกงให้เร็วที่สุด

 

"มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ มีอะไรให้พี่ช่วยรึเปล่า"

 

"เอ้อ......คือผม ....ผมกำลังหาของอยู่น่ะครับ ไม่รู้ลืมเอาไว้ในสูทตัวเมื่อกลางวันรึเปล่าเลยลองเข้ามาดู"

 

ข้ออ้างที่คิดขึ้นมาได้แบบสดๆร้อนๆ แต่ก็ดูเหมือนคนฟังจะเชื่อจริงๆ

 

"ราวนี้มีแต่ของยุนโฮคุงค่ะ ของแจจุงคุงน่าจะอยู่ทางโน้น"

 

"เหรอครับ ....ถึงว่า ทำไมหาไม่เจอสักที"

 

แจจุงไม่รู้จะทำอะไรดีนอกจากหัวเราะแก้เขิน รู้สึกผิดขึ้นมานิดๆเมื่อทีมงานฝ่ายคอสตูมเดินนำไปยังราวเหล็กอีกด้านแล้วลงมือเลือกหาเสื้อสูทสีขาวของเขามาให้ เลยต้องรับมันมาพลิกดูทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่าจะไม่เจออะไร

 

"ไม่มีครับ ....สงสัยผมคงจะลืมไว้ในเสื้อตัวอื่น"

 

"แจจุงคุงหาอะไรล่ะคะ เผื่อถ้าพี่เจอจะได้เก็บเอาไว้ให้"

 

"โอ๊ะ ไม่ต้องหรอกครับ มันไม่ใช่ของสำคัญอะไร รบกวนพี่เปล่าๆ .....งั้น ผมไม่กวนพี่มาซาโกะแล้วนะครับ"

 

แจจุงรีบถือโอกาสขอตัว แต่แล้วก็ถูกรั้งไว้ด้วยร่างป้อมๆที่โผเข้ามาเกาะขา สายตาแป๋วแหววที่เงยขึ้นมองทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะย่อตัวลงไปหา  

 

"เดี๋ยวเถอะยูคาริ ไปกวนพี่เขาได้ยังไง มานี่เดี๋ยวนี้เลย"

 

 

"ไม่กวนหรอกครับ .....เราซี้กันออกเนอะยูคาริจัง"

 

รู้ว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเมื่อคนเป็นแม่ว่ากล่าวตักเตือนลูก แต่เห็นหน้าหงอยๆ ของเด็กหญิงในอ้อมกอดก็อดไม่ได้ เด็กหนุ่มอุ้มร่างกลมป้อมขึ้นจากพื้น ปล่อยให้ฝ่ายนั้นโอบแขน ไว้รอบคอแล้วหันไปส่งยิ้มยืนยันให้คอสตูมสาวที่ยืนทำหน้ากลุ้มใจรู้ว่าเขาไม่ถือสาเลยจริงๆ

 

"ขอโทษแจจุงคุงด้วยจริงๆค่ะ ลูกคนนี้นี่ไม่ไหวเลย"

 

 "ยูคาริจังอยากไปเล่นกับพี่เหรอ"

 

นักร้องหนุ่มก้มลงถามคนในอ้อมแขน และเด็กหญิงก็พยักหน้ารับหนักแน่น เลยหันไปกล่าวคำขออนุญาตจากหญิงสาวผู้เป็นแม่

 

"งั้นผมขอพายูคาริจังไปเล่นที่ชายหาดด้วยนะครับพี่มาซาโกะ"

 

"ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ต้องรบกวน"

 

แจจุงอุ้มเด็กหญิงร่างป้อมไปถึงชายหาดแล้วปล่อยให้ฝ่ายนั้นได้ลงไปวิ่งเล่น พอได้มาอยู่ในที่โล่งๆ สูดเอาอากาศสดชื่นของลมทะเลเข้าไปเต็มปอดก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เพราะตั้งแต่ฝนหยุดตกเมื่อตอนบ่าย ผู้กำกับก็เร่งงานเพื่อชดเชยกับเวลาที่เสียไป กว่าจะเสร็จได้พวกเขากับทีมแดนเซอร์ก็แทบจะน่วมไปตามๆกัน

 

แต่ที่ทำให้แจจุงเหนื่อยล้าตลอดทั้งบ่ายนั้นที่จริงแล้วไม่ใช่เพราะการถ่ายทำมิวสิควีดีโอติดต่อกันนานหลายชั่วโมงชนิดที่เรียกว่าแทบไม่ได้พัก....แต่เป็นจดหมายสีชมพูซองนั้นในมือของยุนโฮต่างหาก

 

ไม่ว่าจะทบทวนจากรูปร่างหน้าตาของมัน หรืออาการอ้ำอึ้งของคนเป็นเจ้าของยามเมื่อเขาเอ่ยถามก็ทำให้ชี้ชัดได้เลยว่ามันต้องเป็นจดหมายรักแน่ๆ และก็ไม่แปลกด้วยที่ยุนโฮจะได้ของแบบนั้น ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนมีเสน่ห์ แค่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ก็มีคนให้ความสนใจอยากรู้จัก ‘คบหา' ด้วยตลอดเวลา

 

แต่นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ยุนโฮปิดบังเป็นความลับ

 

แจจุงเคยปลื้มใจเสมอที่พวกเขาไม่เคยมีความลับต่อกัน ยุนโฮรู้อะไรเขาก็รู้ด้วย พอๆ กันกับที่ฝ่ายนั้นก็รู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ....อาจจะยกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือความรู้สึกของเขาที่ไม่ได้มองยุนโฮเป็นแค่เพื่อนสนิทมาตั้งนานแล้ว

 

เหตุผลเดียวที่นึกออกว่าที่คราวนี้ยุนโฮไม่ยอมบอก ก็เพราะเจ้าของจดหมายคนนี้พิเศษยิ่งกว่าใคร

 

ในที่สุดวันที่เขากลัวมาตลอดก็มาถึง ....ยุนโฮพบคนที่ถูกใจเข้าแล้วจริงๆ

 

บทสรุปนั่นเองที่ผลักดันให้เขาบ้าพอจะทำตามคำบอกเล่าของช่างแต่งหน้าสาวที่หยิบยื่นถุงเครื่องรางมาให้เมื่อเช้า เอาด้ายแดงไปผูกไว้เพื่อมัดใจของใครคนนั้น เป็นเรื่องหลอกเด็กที่น่าขำสิ้นดี แต่ที่น่าขำยิ่งกว่าก็คือตัวเขาเองที่ยังอุตส่าห์หวังลมๆแล้งๆ ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง

 

ดวงตากลมดำกวาดไปรอบๆ เพื่อมองหาใครบางคนอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้เวลาจะล่วงเข้าไปกว่าหนึ่งทุ่มแล้ว แต่แสงจากดวงอาทิตย์ก็ยังสว่างพอจะเห็นชัดถึงความเคลื่อนไหวบนชายหาด กลุ่มทีมงานล้อมวงเล่นบอลกันอยู่ด้านหนึ่ง บ้างก็ลงเล่นน้ำหรือเดินเล่น พักผ่อนกันอย่างเต็มที่เพื่อเก็บแรงไว้สำหรับการถ่ายทำซีนสุดท้ายตอนห้าทุ่ม .....แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เจอร่างสูงโปร่งที่คุ้นตา

 

ยุนโฮอาจจะกำลังไปพบใครบางคนอยู่ หรือถ้าเจ้าของจดหมายไม่ใช่คนในกองถ่าย ลีดเดอร์ของพวกเขาก็คงจะปลีกตัวออกไปอ่านข้อความในจดหมายสีชมพูนั่นซ้ำอีกก็เป็นได้

 

เด็กหนุ่มระบายลมหายใจอย่างช้าๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดมวนในช่องอก พยายามไล่ความคิดที่ชวนให้หดหู่ออกไปจากหัว ...เพราะถึงมันจะเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

 

"เล่นอะไรกันดีล่ะยูคาริจัง  ว้า.....จะก่อปราสาททรายก็ไม่มีอะไรมาสักอย่าง"

 

แจจุงก้มลงถามเด็กหญิงที่วิ่งกลับเข้ามาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ ดวงตากลมแป๋วแหววที่มองสบมาชวนให้รู้สึกเอ็นดูจนต้องยื่นมือไปลูบศีรษะกลมๆ ของฝ่ายนั้นเบาๆ เขาเองไม่ค่อยได้คลุกคลีกับเด็กเท่าไหร่ นอกจากเวลากลับบ้านที่ชองนัมที่มีลูกๆ ของพี่สาวให้ได้เล่นด้วยบ้าง ไอ้เรื่องพาเด็กเล็กๆ แบบนี้มาชายหาดนี่ไม่เคยจริงๆ ก็เลยไม่รู้จะชวนเด็กหญิงเล่นอะไรไม่ให้เบื่อ

 

"เรามาเล่นเขียนร่มคู่รักกันมั้ยคะพี่แจจุง"

 

"ร่มคู่รัก?  คืออะไรเหรอ"

 

"ก็ร่มที่เขียนชื่อเรากับคนที่ชอบไงคะ ....นี่ไงยูคาริทำให้ดู"

 

ดวงตากลมมองตามนิ้วป้อมๆ ที่ขีดลงไปบนผืนทราย ดูเหมือนจะมีรูปสามเหลี่ยมที่มีเส้นลากตัดตรงกลางอย่างที่ถ้าเดาจากชื่อเกมที่ได้ฟังเมื่อกี้ก็น่าจะเป็นร่ม แถมยังเป็นร่มที่มีรูปหัวใจตรงด้านบนอีกด้วย ตบท้ายด้วยลายมือโย้เย้ที่เขียนลงไปในด้านหนึ่งด้วยคำว่ายูคาริ กับอีกด้านที่เหลือที่ถ้าสะกดไม่ผิดก็น่าจะอ่านว่านางาตะหรืออะไรสักอย่าง

 

"แบบนี้ไงคะ เขียนชื่อเอาไว้คู่กันใต้ร่ม จะได้รักกันนานๆ"

 

แจจุงเพิ่งเข้าใจเมื่อเอาคำอธิบายเพิ่มเติมนั้นไปบวกกับชื่อ ‘ร่มคู่รัก' แล้วก็ให้นึกขำกับความแก่แดดของเด็กสมัยนี้จนอดหัวเราะไม่ได้

 

"หนูจะไม่เด็กไปหน่อยเหรอยูคาริจัง ตัวแค่นี้เองมีแฟนกับเขาด้วย"

 

"ไม่เด็กสักหน่อย ขนาดเอริโกะจังห้องทานตะวันยังมีตั้งสองคนเลย"

 

"โอเค ไม่เด็กก็ไม่เด็ก"

 

นักร้องหนุ่มยอมแพ้อย่างง่ายๆ เมื่อจับได้ถึงน้ำเสียงติดจะงอนของผู้อ่อนวัยกว่า และก็เพราะความเยาว์วัยนั้นเองที่ทำให้เด็กหญิงกลับยิ้มกว้างให้เขาได้ใหม่แทบจะในทันที

 

"พี่แจจุงก็เขียนด้วยสิคะ"

 

"เอ๋ ....พี่เหรอ"

 

แจจุงผ่าวร้อนไปทั่วใบหน้าเพียงแค่คิดว่าตัวเองจะเขียนอะไรลงไปในนั้น ....ชื่อของใครบางคนที่เขานึกออกตั้งแต่ก่อนจะได้ยินคำชวนเสียอีก

 

"ยูคาริวาดร่มให้เองค่ะ"

 

เด็กหนุ่มขยับจะร้องห้ามแต่ก็กลับไม่ได้ทำ ได้แต่มองมองร่มที่ยูคาริเขียนขึ้นมาให้ด้วยความรู้สึกหวามไหวในอกเพียงแค่นึกถึงใครคนนั้น คนเพียงคนเดียวที่เขาอยากจะให้อยู่คียงข้างภายใต้ร่มคันเดียวกัน

 

"สองคนนี้เล่นอะไรกันอยู่ ขอเล่นด้วยคนได้มั้ย"

 

แจจุงสะดุ้งสุดตัวกับเสียงทุ้มที่ลอยมาแต่ไกล ไม่ต้องหยุดคิดให้นานไปกว่านั้นมือเรียวก็กวาดปัดเอาสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเขียนลงไปบนพื้นทรายออก

 

"ยูคาริกับพี่แจจุงกำลังเล่นเขียนร่มคู่รักกันอยู่ค่ะ พี่ยุนโฮมาเล่นด้วยกันสิคะ"

 

"ร่มคู่รัก? มันคืออะไรเหรอ"

 

"ก็ร่มที่เขียนชื่อเรากับคนที่เราชอบ แบบที่พี่แจจุงเขียนนี่ไงคะ"

 

แจจุงอยากจะตะครุบร่างกลมป้อมที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้หยุดพูดแต่ก็ทำไม่ทัน ตอนนี้ก็เลยอยากเปลี่ยนเป็นแทรกแผ่นดินหนีแทน

 

"อะไรนะ...นายก็มีคนที่ชอบให้เขียนชื่อกับเขาเหมือนกันเหรอแจจุง"

 

น้ำเสียงหยอกเย้าอย่างที่ฝ่ายนั้นมักใช้กับเขาเสมอๆ กลับทำให้แจจุงรู้สึกฉุนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทีแรกก็คิดจะแก้ตัวว่าล้อเล่นหรืออะไรทำนองนั้นแล้วก็เลยเปลี่ยนใจ  ในเมื่อยุนโฮยังมีความลับกับเขา แล้วทำไมเขาถึงจะทำแบบนั้นบ้างไม่ได้

 

"ทำไม ฉันจะมีมั่งแล้วมันผิดตรงไหน"

 

แจจุงพยายามกดน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แต่หัวใจที่ยังไหวกระหน่ำกับสองข้างแก้มที่ยังผ่าวร้อนนั้นสุดความสามารถจะบังคับตัวเองได้ ได้แต่หวังว่าแสงอาทิตย์สีส้มอ่อนจะช่วยอำพรางใบหน้าที่กำลังแดงของเขาตอนนี้ไปได้

 

"เฮ้!!! สามคนนั้นน่ะ เล่นพ่อแม่ลูกกันอยู่เหรอ"

 

ยุนโฮแว่วเสียงตะโกนของยูชอน กับคำสบถจากร่างบางที่ผลุนผลันลุกออกไป แต่ตัวเองยังทำได้แค่นิ่งอยู่ที่เดิม

 

ยุนโฮเหม่อมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไปด้วยความรู้สึกเหมือนแสงตะวันจะเลือนหายไปจากเส้นขอบฟ้า พื้นใต้ฝ่าเท้าคล้ายจะเปลี่ยนสภาพเป็นทรายดูด ฉุดดึงขาทั้งสองข้างให้จมดิ่งลึกลงไป

 

ก่อนหน้านี้เคยทำใจอยู่บ้างแต่พอเอาเข้าจริงก็ปรากฏว่าทำไม่ได้ จะให้เขาทำหน้าชื่นเมื่อรู้ว่าแจจุงมีคนอื่นอยู่ในใจแล้วเขาทำไม่ได้จริงๆ

 

ผิวหน้าใสซับสีโลหิตจนแดงก่ำ ดวงตากลมที่แม้จะเมินมองไปทางอื่นแต่ก็ยัง....ท่าทางเขินอายแบบนั้นเขารู้จักดี ยืนยันความรู้สึกในใจของฝ่ายนั้นได้ ....แจจุงมีคนที่ชอบแล้วจริงๆ

 

บางทีคนนั้นอาจเป็นคนที่เขารู้จัก แจจุงถึงต้องรีบซ่อนและมีท่าทีอายถึงขนาดนั้น

 

"ยูคาริจัง ....เมื่อกี้หนูเห็นที่พี่แจจุงเขียนรึเปล่าจ๊ะ"

 

ไม่รู้อะไรดลใจให้ยุนโฮถามเด็กหญิงที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ ออกไปแบบนั้น

 

"เห็นค่ะ....แต่พี่แจจุงเขียนอะไรก็ไม่รู้ ยูคาริอ่านไม่ออก"

 

ยุนโฮถอนใจด้วยความผิดหวัง ....นั่นน่ะสิ แจจุงจะเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ยูคาริพลอยอ่านออกไปด้วยทำไม ในเมื่อพวกเขาก็ยังไม่ได้คล่องกับภาษานี้เท่าไหร่

 

"ยูคาริอ่านไม่ออก แต่พอจำได้ค่ะว่าพี่แจจุงเขียนว่ายังไง"

 

TBC

Comment

Comment:

Tweet

อยากอ่านต่ออ่ะ รีบๆ มาเขียนต่อนะคะ
จะรอติดตามค่ะ

#14 By riga (125.24.122.99) on 2010-05-04 17:18

หง่ะ อ่านไม่ ออก แล้ว จิ จำได้ ถูกไหม เนี่ย
อย่า ให้ ผิดเชียวน้า เดี๋ยวเกิดเรื่อง อ่ะ

มาต่อเร็วๆๆน้า คะ

#13 By tounoi_jaeja (203.146.6.86) on 2009-12-15 12:37

โย้ๆ อ่านจบแล้วอย่างว่อง(แอบเสียใจที่เข้ามาอ่านเร็ว เพราะอยากอ่านต่อออออออ)น่าร๊ากกกกก ชอบหง่ะ เป็นคนที่วางพร๊อตเรื่องได้ดีมาก ถึงแม้จะเขียนเรื่องย้อนไปย้อนมา แค่อ่านแล้วไม่เคยงง เลยค่ะ แถมยังทำให้เราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน สุดยอดดดดดดด มาต่อไวๆน้าค้า...จิขาดใจแว้ววววววว..ขอบคุณค่ะ^^

#12 By (124.121.238.242) on 2009-08-05 17:13

น่ารักจัง ยังจำตอนเก่าได้บ้าง
กลับมาต่อเร็วๆ นะ จะรอค่ะ

#11 By took (119.31.109.175) on 2009-07-25 07:48

กลับไปหาเรื่องดั้งเดิมอ่าน อืมเนื้อหาเปลี่ยนไปนิดแต่ความหวานยังเหมือนเดิมค่ะ

#10 By amp (58.11.12.66) on 2009-07-21 19:36

อยากอ่านต่อไวๆจังค่ะ

#9 By klombog (124.120.55.217) on 2009-07-16 22:42

ชอบเรื่องแบบนี้จังเลย
เห็นด้วยกับเมนท์ข้างบนว่าเหมือนกับได้อ่านเรื่องเดิมแต่มุมมองใหม่
อ่านแล้วก็คิดถึงนะเนี่ย
คงต้องไปอ่านอีกรอบแล้วล่ะ

#8 By little g (119.31.11.162) on 2009-07-11 11:59

หนูยูคาริ ฉลาดแสนรู้มากลูก
แต่อย่าจำผิดเชียวนะหนู เดี๋ยวหมีตัวโตแต่ใจน้อยจะน้อยใจไปกันใหญ่ ^^

#7 By Fairytales (124.120.135.128) on 2009-07-08 22:20

ยูคาริจัง บอกหมียุนไปสิจ๊ะ ว่า พี่แจจุง เขียนว่า

แจจุง+มิ้น 5555

รออ่านนะฮับ

#6 By BloomminT (58.8.174.202) on 2009-07-07 16:53

ยุนแจ ก้อเป็นอีกคู่ที่ชอบมาก
เหมือนคุณMinnie~ เลย อยากรู้เหมือนกันว่าทำกันอิท่าไหนถึงได้ไปจุดพลุด้วยกันได้embarrassed

มาต่อไวไว นะค่ะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
big smile

#5 By nbcasst (222.123.42.133) on 2009-07-06 19:16

หนูว่าหนูอ่านเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วนะคะ
แต่...ทำไม หนูยังจำได้ดีเลยล่ะ --?

ชอบบบบบบบบบบบบบ
ชอบมากๆเลยค่ะ ต่อนะคะ ต่อๆๆๆๆๆๆ

#4 By xiaoyi (114.128.7.10) on 2009-07-05 23:12

ป้าจำนู๋ได้ลูก ยูคาริจัง เด็กน้อยที่ชอบคนสวยใช่ไหมลูกก~ แหม่ๆ อิมุขร่มนี่ป้าชอบมาก อยากจะเก็บไปใช้ในชีวิตจริงจังเลย จะเอาไปเขียนคู่กับชางมิน อิอิ (โป๊ก! รองเท้าลอยมา)อ่านอย่างนี้ก็จำเรื่อง 24 ขึ้นมาได้ทันทีเลยค่ะพี่เปิ้ล มันเป็นเหมือนส่วนที่ขาดหายไปจิงๆอ่า ช่วงเติมเต็มให้หน่อยน้าค้า ว่าสรุป ยุนเเจ ได้ไปจุดพลุกันยังไง งิงิ คิดถึงเเละชอบฟิคเรื่องนี้มากๆเลยค่าพี่เปิ้ล ว่าเเล้วไปอ่านของเก่าซ้ำดีฝ่า~ big smile big smile big smileมาอัพต่อเร้วๆน้าค้า ตื่นเต้นๆๆ
P.S จำได้ว่าเรื่องนี้ชางมินไม่มีคู่ ยังไงช่วยจบให้เค้าคู่นู๋ได้ไหมค่ะ อิอิ question question question สวยกว่ามุนกึนยองอีกนะ 555+ (พี่เปิ้ล: มันลากมากได้ เเละยังไม่เลิกsad smile sad smile)
Yours,
Minnie~?

#3 By Minnie~ (113.53.36.34) on 2009-07-03 00:57

อยากอ่านต่อจะแย่แล้ว
ว่ายูคาริ จะเขียนถูก(ใจ)รึปล่าว

#2 By minmania (119.42.85.76) on 2009-07-02 13:02

อ๊ายยยยยยยย .... น่ารักมากๆ เลยค่ะ เหมือนได้อ่านหนังสือเรื่อมเดิมแต่ในอีกมุมหนึ่งเลย

รอตอนต่อไปอยู่นะคะ big smile