[SF] First Kiss

posted on 29 Nov 2008 00:22 by almond-meringue in Short-Fiction-2

Title: First Kiss
Author : lovejae (Almond Meringue)
Couple: Yunho x Jaejoong
Rating: PG - 13 
Genre : Yaoi
Author's Note : ฟิกเรื่องนี้เป็นฟิกที่เขียนขึ้นในโปรเจคต์รวมเล่มฟิกยุนแจ  All Season ค่ะ แต่เนื่องจากเราจะเขียนภาคต่อของเรื่องนี้ก็เลยมีความจำเป็นต้องเอามาลงไว้ในบอร์ดด้วย ยังไงต้องขออภัยผู้ร่วมโปรเจคต์ทั้งทีมงานและผู้ที่อุดหนุนฟิกชุดนี้ มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~

First Kiss

 

 

"เอาละครับคำถามสุดท้าย ส่งมาจากกยองกิโด ....เอ๊ะ รู้สึกว่าจะเป็นบ้านเกิดของจุนซูใช่ไหมครับ"

 

"ครับ"

 

"ถ้างั้นให้จุนซูตอบเป็นคนแรกดีกว่า"

 

"โอ๊ะ คำถามอะไรครับ นี่ผมชักกลัวแล้วนะเนี่ย"

 

แจจุงกระตุกริมฝีปากให้โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มตามเจ้าโลมาน้อยที่ส่งเสียงหัวเราะร่วนพลางเอนหัวกลมๆ มาพิงไหล่จนพลอยรับรู้ถึงแรงสั่นไหวไปด้วย ความจำกัดของพื้นที่ทำให้ทางรายการต้องจัดเก้าอี้แขกรับเชิญที่มีถึงห้าคนออกเป็นเป็นสองแถว ที่นั่งขวามือเขาตอนนี้ก็เลยไม่ใช่ยูชอน และแน่นอนว่าคนทางซ้ายก็ไม่ใช่ชางมินอีกเหมือนกัน

 

"ไม่ใช่คำถามยากเย็นอะไรหรอกครับ" ชายผู้ทำหน้าที่พิธีกรยิ้มกริ่มพลางคลี่กระดาษแผ่นยาวจากเครื่องโทรสารให้ดูเรียบร้อยกว่าเดิมเพื่อชูมันขึ้นตรงหน้ากล้องที่ถูกซูมเข้ามาจนใกล้ " ลียูจินจากกยองกิโดฝากมาถามว่า ....หนุ่มๆ ทงบังชินกิมีจูบแรกกันตอนอายุเท่าไหร่และกับใคร"

 

เป็นไปตามคาดที่ทั่วทั้งห้องส่งอื้ออึงไปด้วยเสียงกรี๊ด แจจุงเสยกหลังมือขึ้นมาบังหน้า ทำเป็นกลั้นหัวเราะแต่ที่จริงเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้ใครรู้ว่าเขาอยากจะถอนหายใจต่างหาก ....ก็เพราะแบบนี้ถึงไม่ชอบรายการสด โดยเฉพาะรายการสดที่ให้คนทางบ้านส่งคำถามผ่านเครื่องตอบรับสารพัดชนิดเข้ามาระหว่างสัมภาษณ์ นอกจากจะไม่ได้สแกนดูก่อนเผื่อมีข้อที่ยากๆ แล้ว ถ้ามันถูกถามออกอากาศไปก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบ

 

อันที่จริงคำถามนี้ก็ถูกถามบ่อยมากจนน่าจะชิน แต่แจจุงก็ไม่รู้สึกอย่างนั้นเสียที เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรนอกจากว่ามันทำให้เขาต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เพราะทุกๆครั้งที่ตอบ .....เขาโกหก

 

ฝ่ามืออุ่นของใครบางคนแตะลงมาเบาๆบนเข่าซ้าย แวบเดียวไม่เกินห้าวินาที แต่คาดว่าถ้าบังเอิญกล้องจับภาพเอาไว้ได้ อีกสักสองสามวันก็อาจได้เห็นเป็นคลิปวีดีโอรีเพลย์ซ้ำกลับไปกลับมาอยู่บนอินเตอร์เนต แต่ถึงอย่างนั้นแจจุงก็ยังอยากจะเสี่ยง แอบหันไปสบดวงตาเรียวรีที่มองมาอย่างให้กำลังใจนั้นอยู่ดี

 

ยุนโฮรู้ว่าเขาไม่ชอบคำถามพวกนี้ แต่คงไม่รู้หรอกว่าทำไม

 

เด็กหนุ่มฝืนยิ้มเล็กๆ บอกให้ฝ่ายนั้นรู้ว่าเขาไม่เป็นไร ก่อนจะหลบสายตา มองเลยไปยังต้นคริสต์มาสเตี้ยๆ ที่เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ประกอบฉาก ช่วงนี้ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็ถูกประดับประดาไปด้วยสายรุ้งหลากสีสัน กับต้นไม้ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลกันทั้งนั้น

 

....ไม่ทันไรช่วงเวลานี้ของปีก็วนเวียนกลับมาถึงอีก แทบไม่น่าเชื่อว่านับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เกือบสี่ปีเข้าไปแล้ว

...............

..........

......

...

.

 

"Jingle bells, jingle bells ...Jingle all the way....Oh, what fun it is to ride...In a one horse open sleigh....."

 

ท่วงทำนองเพลงเป็นจังหวะสนุกสนานคลอกันไปกับเสียงระฆังดังก้องกังวานตลอดทั้งช่วงถนน แสงจากดวงไฟและสายรุ้งหลากสีบนกระจกหน้าร้านที่ประดับประดาไว้อย่างสวยงามเพื่อดึงดูดความสนใจ ทำให้ย่านการค้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนยิ่งดูคึกคักมีชีวิตชีวากว่าที่เคย ความรื่นเริงของเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองล่องลอยอยู่ในทุกอณูของบรรยากาศ เรียกรอยยิ้มจากคนที่มาจับจ่ายซื้อของกันถ้วนหน้า

 

.....จะเว้นก็แต่เด็กหนุ่มร่างบางที่กำลังโอบอุ้มกล่องกระดาษใบใหญ่เอาไว้ด้วยสองมือ ที่ดูจะอยู่ในอารมณ์ตรงกันข้ามกับบรรยากาศรอบตัวอย่างสิ้นเชิง ดวงตากลมภายใต้คิ้วโค้งที่ขมวดเข้าหากันฉายแววขุ่นมัวเมื่อเจ้าตัวหันมองไปรอบๆ พร้อมกับที่ริมฝีปากอิ่มแดงก็เม้มแน่นจนเกือบเป็นเส้นตรง

 

"พี่แจจุง ... พี่แจจุง!!! "

 

แจจุงเหลียวมองตามเสียงเรียก แทบจะหมุนเป็นวงกลมแล้วก็ยังไม่เห็นอะไร เพราะตรงที่กำลังยืนอยู่มีสภาพเหมือนถูกล้อมด้วยกำแพงมนุษย์ ต้องเขย่งตัวขึ้นอย่างเต็มความสามารถ พยายามให้สูงพอจะชะเง้อข้ามไปได้ แต่กวาดตาหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอตัวคนที่ใช่เสียที ไหนจะไม่ถนัดกับการทรงตัวอยู่บนปลายเท้า ไหนจะต้องคอยระวังไม่ให้ของที่ถืออยู่โดนใครมากระแทกเข้า อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ก่อนตั้งแต่แรกเลยยิ่งเพิ่มระดับสูงขึ้นจนใกล้ระเบิด พาลโกรธดะไปหมดตั้งแต่ส่วนสูงอันจำกัดของตัวเอง ไปจนถึงใครบางคนที่ทำให้เขาต้องมายืนอยู่ตรงนี้ คนที่แค่นึกถึงหน้าก็อยากจะทุ่มของในมือลงพื้นระบายอารมณ์เสียให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าไม่ติดว่ายังเสียดายที่สู้อุตส่าห์ทนประคับประคองมันมาเสียตั้งนาน

 

 "พี่แจจุง ทางนี้!!!"

 

คราวนี้แจจุงหันไปเจอท่อนแขนยาวเก้งก้างของใครสักคนโบกไหวๆ มาจากฝั่งตรงข้าม เพ่งตามองซ้ำเห็นหัวกลมๆ ผลุบขึ้นผลุบลงอยู่ตรงนั้นด้วย ยืนยันได้ว่าใช่คนที่เดินหาอยู่แน่ๆ ความโมโหก็ค่อยคลายลง หยุดคิดดูแล้วเห็นว่าถ้าตามไปสมทบที่ฝั่งโน้นจะสะดวกกว่า เลยทำสัญญาณบอกคนสามคนที่ทำท่าจะข้ามมาให้หยุดรอแล้วเป็นฝ่ายฝ่าคลื่นฝูงชนไปเอง

 

"ไง ได้มาครบรึเปล่า"

 

เด็กหนุ่มรุ่นน้องทั้งสามพากันชูถุงพลาสติกที่ต่างก็หอบหิ้วกันมาคนละหลายใบให้ดู ซึ่งก็ไม่ช่วยให้รู้อยู่ดีว่าครบอย่างที่ถามรึเปล่า แต่แจจุงก็หยวนไปตามนั้น

 

"งั้นก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวหัวหน้าจะรอนาน" อดไม่ได้ที่จะพาดพิงถึงคนที่ไม่อยู่ตรงนั้นด้วยน้ำเสียงที่แทบจะปิดบังความขุ่นเคืองเอาไว้ไม่อยู่ เพราะก็น่าโมโหจริงๆ ที่พวกเขาสี่คนต้องมาเดินตากลมหนาวหาซื้อของกันให้วุ่น ในขณะที่คนๆ นั้น.....

 

"พี่ยุนโฮคงยังไม่ถึงหรอกมั้ง บ้านพี่อึนเฮอยู่ไกลออก"

 

ตะกอนความโกรธในใจถูกกวนให้ปั่นป่วนขึ้นมาอีกเมื่อได้ยินชื่อของใครบางคน ....ก็อย่างที่ยูชอนว่า ยุนโฮต้องไปรับคิมอึนเฮที่คีโด ยังไงก็คงไปถึงบริษัทช้ากว่าพวกเขาแน่ๆ

 

‘แจจุง ฝากนายจัดการทีนะ ฉันไม่ว่างจริงๆ'

 

ถ้ารู้ก่อนว่าสาเหตุของการ ‘ไม่ว่าง' คืออะไร ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะรับปาก แจจุงอยากจะถามนักว่าเมื่อวานตอนตกลงกันเรื่องจัดงานฉลองคริสต์มาสกับเพื่อนนักร้องฝึกหัดในค่าย ใครกันที่เป็นตัวแทนจากกลุ่มพวกเขาไปออกหน้ารับผิดชอบเค้กกับของกินเล่นอีกสองสามอย่าง  พอเอาเข้าจริงกลับใช้ตำแหน่ง ‘หัวหน้า' จัดการให้พวกเขาสี่คนมาซื้อของ ส่วนตัวเองไปรับผู้หญิงได้หน้าตาเฉยแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน

 

"นายรู้ได้ไงว่าพี่ยุนโฮเขาไปรับพี่อึนเฮ"

 

"พี่คังอินบอก"

 

"งั้นพี่สองคนนี้ก็ตกลงคบกันแล้วสิ"

 

"น่าจะใช่นะ ก็เขาไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเลยนี่"

 

แจจุงปิดปากเงียบแล้วออกเดินนำไปก่อน ไม่อยากร่วมแสดงความเห็นกับเรื่องซุบซิบที่กำลังโด่งดังอยู่ในกลุ่มนักร้องฝึกหัดด้วยกันในตอนนี้ เพราะมันโยงเข้ากับอีกเรื่องที่เขายังเคืองไม่หาย 

 

ยุนโฮผู้แสนดีมีความรับผิดชอบ สมควรได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าวง ...แล้วเป็นไง? เพิ่งได้รับมอบหน้าที่มาแค่อาทิตย์เดียวก็ออกลายซะแล้ว ทั้งที่เขาก็อายุมากกว่า....ถึงจะแค่สิบวันก็เถอะ ทำไมจะต้องยอมเชื่อฟังหัวหน้าที่เห็นคนอื่นสำคัญกว่าแบบนั้นด้วย!!!

 

"จะไม่เร็วไปหน่อยเร้อ เพิ่งรู้จักกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง"

 

"ฉันก็ว่างั้นแหล่ะ ....แต่จะว่าไปพี่อึนเฮเขาก็น่ารักจริงๆ ...."

 

ขาเรียวเร่งก้าวเร็วขึ้นเพื่อให้พ้นระยะจากบทสนทนาของยูชอนกับจุนซูที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องคนที่เขาไม่อยากฟัง ไหนๆ จะได้ไปงานปาร์ตี้ทั้งทีก็รักษาความรู้สึกดีๆเอาไว้ดีกว่า

 

"เปลี่ยนกันถือไหมพี่แจจุง อันนี้น่าจะเบากว่า"

 

แจจุงส่ายหัวปฏิเสธถุงสองสามใบที่ชางมินยื่นมาให้ เค้กขนาดสามปอนด์ที่ถืออยู่มันก็ไม่ได้หนักหนาเท่าไหร่ จะถือต่อไปอีกหน่อยก็คิดว่ายังพอไหว

 

"พวกเราแอบไปใช้ห้องซ้อมจัดปาร์ตี้กันแบบนี้จะไม่โดนดุเอาเหรอครับ"

 

ชางมินดูจะยังกังวลไม่หายกับการรวมตัวกันแหกกฎคราวนี้ ซึ่งก็ถือว่ามีเหตุผลสมควรอยู่ เพราะถึงนักร้องฝึกหัดอย่างพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องซ้อมกันได้ถึงดึกดื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอามาเป็นสถานที่จัดงานอย่างฉลองคริสต์มาสได้ ถ้าถูกจับได้คงไม่ใช่แค่โดนดุ แต่น่าจะโดนลงโทษขนานใหญ่มากกว่า โดยเฉพาะถ้าเรื่องไปถึงหูของอีซูมานผู้เป็นที่กลัวเกรงของแทบทุกคนในบริษัท

 

"โดนก็ช่างปะไร หัวหน้าเรายังเป็นต้นคิดกับเขาด้วยเลยนี่ ก็ให้รับผิดชอบไปสิ" อดไม่ได้ที่ต้องขอแขวะใครบางคนอีกที แล้วก็นึกได้ว่ายังไงฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ยินแถมเจ้าน้องเล็กก็ไม่เกี่ยวด้วย "เออ อาทิตย์นี้นายจะกลับบ้านกี่โมง เผื่อฉันจะได้ออกมาพร้อมกัน" เปลี่ยนเรื่องคุยไปเลยดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุด อย่างน้อยให้พ้นจากคนๆ นั้น เขาจะได้หายหงุดหงิดเสียที

 

"อาทิตย์นี้ไม่กลับครับ ผมโทร.บอกแม่ไปแล้วว่าจะกลับทีเดียวอาทิตย์หน้าเลย"

 

แจจุงแปลกใจไม่น้อยกับคำบอกเล่านั้น เพ