[SF] Are We Still in Love (2/2)
posted on 29 May 2008 21:57 by almond-meringue in Short-Fiction-2
Title: Are We Still in Love?
Author: lovejae (Almond Meringue)
Couple: Yunho x Jaejoong
Rating: PG -13
Author's Note : เปลี่ยนธีมแล้วเน้~ หายทะมึนรึยังเอ่ย
~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~
Are We Still in Love?
แจจุงลืมตาตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างเหลือเชื่อ แม้แต่อาการปวดศีรษะและความเมื่อยล้าที่เป็นมาตั้งแต่หลังลงจากเครื่องบินก็ยังหายเป็นปลิดทิ้งเหมือนไม่เคยมีอาการแบบนั้นมาก่อน
เด็กหนุ่มยันกายขึ้นนั่ง เหลียวมองเตียงอีกหลังที่ตั้งอยู่เคียงข้างกันแล้วพบเพียงความว่างเปล่า เดาว่าคนเป็นเจ้าของคงรีบออกไปจัดการกับตารางงานประจำวันให้พวกเขาเหมือนอย่างปกติจึงไม่ได้นึกใส่ใจนัก แม้จะอดสังเกตไม่ได้ว่าผู้จัดการช่างเก็บเตียงได้เรียบร้อยมากเสียจนเหมือนมันไม่ถูกแตะต้องมาตลอดทั้งคืน
หรือจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ?
แจจุงรีบสลัดความคิดชวนขนลุกที่ว่าเมื่อคืนพี่จินอาจจะนึกอุตริมานอนเตียงเดียวกับเขาทิ้งไปพร้อมๆกับที่สะบัดผ้าห่มออกจากตัว มือบางควานเปะปะไปบนโต๊ะข้างเตียงด้วยความเคยชินเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลา แต่แทนที่จะได้สิ่งที่ต้องการกลับต้องกระตุกมือกลับมาแทบไม่ทันเมื่อสัมผัสกับความเย็นชื้นของอะไรบางอย่าง
ดวงตากลมโตหันดูโต๊ะที่ไม่ทันได้มองให้เต็มตาเมื่อครู่ ก็เจอเข้ากับอ่างขนาดย่อมที่บรรจุน้ำเอาไว้จนเกือบเต็มกับผ้าขนหนูสองสามผืนที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในนั้น ข้างๆ ยังมีผ้าแบบเดียวกันขมวดกองไว้อีกผืนรวมทั้งจานใบเล็กบรรจุแผงยาลดไข้และแผ่นพลาสติกสีดำแผ่นเล็กๆ ที่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามันเป็นแบบเดียวกับที่เคยเห็นพี่สาวใช้มันแปะบนหน้าผากของหลานเพื่อวัดอุณหภูมิเวลาเจ้าตัวเล็กไม่สบาย
....อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนั่นใช้กับเขา
แจจุงก้มลงดูตัวเองที่สวมชุดนอนผ้าฝ้ายตัวโปรด พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเขาเปลี่ยนมันตอนไหน เพราะเท่าที่จำได้มีแค่เมื่อคืนนี้เขาลงไปดื่มกับยูชอนที่ผับชั้นใต้ดิน แต่ขากลับตอนขึ้นมาบนห้องนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างเขาจำไม่ได้ชัดเจนนัก เหมือนทั้งหมดเป็นแค่ภาพลางๆ ที่แทบจะแยกไม่ออกว่าไหนเรื่องจริงไหนคือฝัน
เท่าที่ดูจากหลักฐานที่เหลืออยู่ เรื่องที่มีคนเช็ดตัวให้กับถูกบังคับกินยาคงจะเป็นเรื่องจริง ส่วนอ้อมแขนอบอุ่นที่ทำให้หลับสนิททั้งคืนนั่น.....เป็นแค่ความฝัน
ยุนโฮจะรู้รึเปล่าว่าเขาไม่สบาย ....อาจจะรู้จากพี่จินเช้านี้ก็ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าฝ่ายนั้นไม่สนใจว่าเขาจะเป็นตายร้ายดียังไง เพราะไม่งั้นเขาคงไม่ตื่นมานั่งอยู่คนเดียวแบบนี้
ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความน้อยใจชั่วครู่ เด็กหนุ่มก็คิดได้ว่าควรรีบลุกจากเตียงก่อนจะมีใครต้องเปิดประตูเข้ามาตาม เพราะหลังงานเลิกเมื่อวานพวกเขาถูกย้ำนักย้ำหนาว่าวันนี้ต้องรีบเตรียมตัวให้เรียบร้อยตั้งแต่เช้า ไหนๆ พี่จินก็อุตส่าห์ลำบากดูแลเขาเมื่อคืน เขาก็ควรจะตอบแทนด้วยการทำตัวเป็นเด็กดีไม่ให้ฝ่ายนั้นต้องมาเหนื่อยบ่นอีก
แจจุงจัดการกับธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยด้วยความเร็วกว่าปกติ ไม่ได้ดูเวลาและก็ยังไม่ได้โทร.หาเพื่อนร่วมวงคนอื่นด้วยความตั้งใจจะทำทุกอย่างให้เสร็จก่อน ไม่นึกเลยว่าจะเปิดประตูออกไปเจอน้องชายสามคนกำลังยืนอยู่หน้าห้องพัก
"พี่แจจุงค่อยยังชั่วแล้วเหรอ พวกผมว่าจะเข้าไปดูพอดีเลย"
"อืม ไม่เป็นไรแล้วล่ะ"
แจจุงงงอยู่บ้างที่ทั้งสามคนดูจะรู้กันหมดว่าเขาไม่สบาย แต่พอคิดอีกที อย่างน้อยยูชอนก็น่าจะรู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถ้าจุนซูกับชางมินจะรู้ด้วยก็ไม่แปลก ที่น่าแปลกไปกว่านั้นมันคืออีกเรื่องต่างหาก
"ทำไมพวกนายยังไม่เตรียมตัวกันอีกล่ะ ไหนพี่จินว่าเช้านี้ต้องรีบไปไง"
เด็กหนุ่มถามพลางมองดูเสื้อยืดคอกลมของเจ้าน้องเล็ก กางเกงที่ถูกพับขาขึ้นมาถึงหน้าแข้งของยูชอนและรองเท้าแตะของจุนซู ที่ช่างไปกันคนละทิศละทางกับแจ๊คเก็ตผ้าสีเข้ม กางเกงขายาว และรองเท้าบู๊ตของเขาอย่างสิ้นเชิง
"ไม่ต้องไปแล้ว พี่จินมาเคาะเรียกตั้งแต่ไก่โห่ บอกให้นอนตื่นสายได้" ยูชอนกลอกตาทำหน้าเบื่อหน่ายคนที่ถูกกล่าวถึงก่อนจะรีบพูดต่อ "ไม่ใช่เพราะพี่ไม่สบายหรอก ทางโน้นเขาไม่เข้าใจที่เราขอเปลี่ยนวันก็เลยสับสนกันนิดหน่อย นี่พี่จินกับพี่ยุนโฮเขาออกไปเคลียร์ตั้งแต่เช้ายังไม่กลับมาเลย"
แจจุงอดเจ็บใจตัวเองไม่ได้ที่พอได้ยินว่าสาเหตุที่ใครบางคนไม่มาให้เขาเห็นหน้าเป็นเพราะติดงาน ไม่ใช่ไม่สนใจเขาอย่างที่คิด หัวใจที่เหี่ยวเฉาไปก็ค่อยกลับมีชีวิตชีวาขึ้น เกือบจะเผลอยิ้มออกมาถ้าไม่เป็นเพราะเหลือบเห็นดวงตาสามคู่มองมาที่ตัวเองเข้าเสียก่อน
"สรุปว่าเราต้องรอสองคนนั้นกลับมาก่อนใช่ไหม งั้นก็ลงไปกินข้าวกันเถอะ"
ตัดบทเปลี่ยนเรื่องแล้วร่างบางก็ออกเดินนำไปก่อน ไม่คิดจะถามทั้งสามคนว่ากินอะไรแล้วหรือยัง เพราะรู้ว่าถ้าจุดหมายปลายทางคือห้องอาหาร อย่างน้อยก็ต้องมีเจ้าน้องเล็กเป็นแนวร่วมเดินตามมาด้วยอยู่แล้ว
"พี่แจจุงไม่ปวดหัวเลยเหรอ ขนาดผมดื่มแค่สามแก้ว เมื่อเช้ายังเกือบลุกไม่ขึ้น"
แจจุงยักไหล่ให้กับสีหน้าติดจะทึ่งของรุ่นน้อง ไม่อยากจะบอกว่าอันที่จริงเขาก็คงแฮงก์ไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะโดนไข้หวัดเล่นงานเลยได้กินยาเข้าไปตั้งแต่เมื่อคืน ไม่งั้นเช้านี้ก็คงรู้สึกไม่ต่างกับฝ่ายนั้น เผลอๆ อาจจะยิ่งกว่าเพราะเขาเองยังจำไม่ได้เลยว่าดื่มเข้าไปกี่แก้ว แต่ที่แน่ๆเจ้ามือคนที่เลี้ยงเขาคงกระเป๋าแทบฉีก
.....ความคิดมาสะดุดลงตรงความทรงจำที่ย้อนกลับไปถึงดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น นึกออกทันทีว่าเขากับยูชอนยังมีเรื่องที่ต้องสะสางกันอยู่
"แล้วเมื่อคืนนายหายไปไหนยูชอน อยู่ๆก็ปล่อยให้ฉันนั่งคนเดียว"
"จะไปไหนล่ะ ผมก็ไปโทร.เรียก 911 มาช่วยน่ะสิ ไม่งั้นพี่....."
จู่ๆคนพูดก็หยุดชะงัก หนำซ้ำดวงตาเรียวรียังเบิกค้างจ้องไปด้านหลังอย่างตกตะลึงกับอะไรบางอย่าง แจจุงหันมองตามไปบ้างก็พบกับร่างสูงโปร่งของชายชาวตะวันตกคนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา ทั้งการแต่งกายและท่าทางดูดีไม่มีที่ติ แม้แต่วิธีที่ฝ่ายนั้นค้อมศีรษะให้เมื่อรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตาก็ยังดูมีมารยาทน่าชื่นชม แต่ทั้งหมดนั่นไม่ทำให้แจจุงสะกิดใจเท่ากับรอยยิ้มน้อยๆตรงมุมปาก กับดวงตาสีน้ำเงินเป็นประกายคู่นั้นที่ชวนให้รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
"ใครน่ะยูชอน คนรู้จักของนายเหรอ"
"ของผมซะที่ไหนล่ะ ของพี่นั่นแหล่ะ"
เรียวคิ้วสวยได้รูปโค้งขึ้นสูงกับคำตอบลอดไรฟันของคนเป็นน้อง เท่าที่จำได้เขาไม่เคยมีเพื่อนเป็นฝรั่งหัวทองสักหน่อย ยูชอนเอาที่ไหนมาพูดว่าคนที่กำลังจะเดินเข้ามาถึงในระยะอีกแค่สองก้าวนี้เป็นคนรู้จักของเขา
"ก็เจ้ามือเลี้ยงเหล้าพี่เมื่อคืนนี้ไง"
แจจุงก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติกับประโยคสุดท้ายที่ได้รับการกระซิบบอก ตะลึงมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าอย่างไม่รู้จะทำยังไง ไม่ต้องพูดถึงการเอ่ยทักเพราะภาษาอังกฤษกับเขาฟังแทบไม่กระดิกหู และถึงจะคุยรู้เรื่องเขาก็ไม่นึกอยากจะทำแบบนั้นกับคนที่จำได้ว่าตัวเองทั้งยิ้มทั้งทอดสะพานให้เสียมากมายขนาดไหนเมื่อคืนนี้
"สวัสดีครับ"
เกิดความเงียบชั่วอึดใจเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยทักทายขึ้นก่อน ....ด้วยภาษาเกาหลี
"โอ๊ะ คุณพูดภาษาเกาหลีได้"
คำอุทานพร้อมการใช้ปลายนี้วชี้หน้าแบบประหลาดใจสุดขีดนี้คงดูเสียมารยาทไม่ใช่น้อยถ้ามาจากคนอื่น แต่พอเป็นจุนซูที่เบิกตาโต ห่อปากเป็นรูปกลมไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆ น้ำหนักจึงออกไปทางน่าเอ็นดูมากกว่า ฝ่ายคนถูกทักเองก็คงคิดอย่างนั้นถึงได้เปิดรอยยิ้มกว้างขึ้นพร้อมกับผงกศีรษะเป็นเชิงรับคำ แต่แจจุงมองดวงตาพราวระยับที่เลื่อนมาจับที่เขาแล้วก็ยังไม่นึกปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายจะพูดภาษาของพวกเขาได้จริงๆ เพราะแค่คำว่าสวัสดีสั้นๆ ใครก็พูดได้
"ก็พอได้นิดหน่อยครับ ผมเคยทำงานอยู่ที่เกาหลีมาสองสามปี ไม่ถึงกับพูดคล่องเท่าไหร่ ....แต่ก็รู้จักทงบังชินกินะครับ"
"จริงเหรอครับ คุณรู้จักพวกเราด้วยเหรอ"
"จริงสิครับ คุณเซียจุนซู"
หน้าตาแปลกใจปนประทับใจของเจ้าโลมาน้อยที่มีต่อชายหนุ่มแปลกหน้าทำให้แจจุงแทบจะยกมือขึ้นกุมขมับ เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ความร่าเริงเป็นมิตรของจุนซูทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิมจนเกินจะควบคุม เด็กหนุ่มเหลือบมองยูชอนที่ตีหน้าไม่ถูกพอกันก็รู้เลยว่าฝ่ายนั้นไม่ได้เล่าเรื่องในผับเมื่อคืนนี้ให้จุนซูฟังแน่ๆ
"ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ คุณแจจุง"
แจจุงกระตุกมุมปากแบบที่คิดว่ามันคงดูคล้ายรอยยิ้มส่งตอบกลับไป ในใจนึกอยากย้อนกลับไปนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเหมือนเดิมเหลือเกิน
.
.
.
.
แต่เอาเข้าจริง แจจุงก็ต้องยอมรับว่า ‘เอริค' หรืออาจจะออกเสียงว่า ‘อีริค' ชายหนุ่มที่เปลี่ยนจากคนแปลกหน้ามาเป็นเพื่อนใหม่หลังการแนะนำตัวกันในลิฟต์ เป็นคนคุยสนุกเป็นกันเองเอามากๆ
ชายหนุ่มเชื้อสายอเมริกันคนนี้ไม่ได้พูดภาษาเกาหลีได้ ‘นิดหน่อย' อย่างที่บอก แต่พูดได้คล่อง และเข้าใจที่พวกเขาพูดทุกคำ แม้แต่มุขตลกที่ดัดแปลงมาจากโอยาจิแก๊กของจุนซูก็ยังหัวเราะขำได้อย่างถูกจังหวะ เวลาผ่านไปเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง เขาก็ได้รู้ว่าฝ่ายนั้นทำธุรกิจค้าอัญมณีที่มีร้านสาขาบนถนนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านหรูหราที่สุดในโซล ตอนนี้กลับมาดูแลร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ในละแวกใกล้ๆนี้ บ้านพักจริงๆ อยู่ที่แมนฮัตตัน มีงานอดิเรกคือต่อโมเดลเครื่องบินจำลอง เลี้ยงสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ชื่อเพอร์ซี่ และรู้จักพวกเขาจากมิวสิควีดีโอ Rising Sun
"งั้นคุณก็ไม่ได้ไปเกาหลีนานแล้วสิครับ"
เสียงแจ้วๆ ที่ชวนคุยอยู่นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเซียจุนซู ที่พอเจอคนหัวเราะขำมุขฝืดๆ ของเจ้าตัวอย่างเอาจริงเอาจังแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ก็ดูจะถูกใจจนออกนอกหน้า แจจุงที่พยายามจะตัดบทอยู่หลายครั้งเลยได้แต่หันไปถลึงตาใส่ยูชอนแทนอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านั้น
ถึงจะคุยโต้ตอบกลับไปตามมารยาทแบบฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่ก็ใช่ว่าแจจุงจะไม่รู้ว่าดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่ใคร เด็กหนุ่มอยากจะตะโกนบอกฝ่ายนั้นออกไปตรงๆเหลือเกินว่าเรื่องเมื่อคืนนี้เขาไม่ได้ตั้งใจ ต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ทำให้เข้าใจผิด ส่วนค่าเครื่องดื่มนั่นก็ให้ถือว่าแล้วไปแล้ว อย่าได้มาตามทวงกันอีกเลย
"ครับ ผมต้องรอให้ทางนี้เข้าที่เข้าทางก่อนถึงจะไปได้ ....ที่จริงร้านก็อยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร่นะครับ ห่างออกไปแค่สองบล๊อคเอง ถ้าว่างสนใจจะไป ผมเต็มใจพาทัวร์เต็มที่เลย"
ร่างบางขยับตัวอย่างอึดอัด พยายามมองผ่านดวงตาสื่อความหมายที่ส่งมาให้อย่างตั้งใจไปยังประตูกระจกด้านหลัง ภาวนาให้สองคนที่หายตัวไปตั้งแต่เช้ากลับมากันเสียที
คำขอเป็นผลเพียงแค่ครึ่งเดียวเมื่อร่างคุ้นตาของคนเป็นผู้จัดการผลักประตูบานนั้นเข้ามา ....ตามลำพัง ....ไม่มีแม้แต่เงาของร่างสูงโปร่งที่ควรจะกลับมาด้วยกัน
"ตกลงว่ายังไงครับพี่จิน"
"วันนี้ฟาล์ว ต้องทำตามตารางเดิม เพราะทางโน้นเขาไม่....."
"เย้!!!!"
ชายผู้ทำหน้าที่ดูแลพวกเขาส่ายหน้าเอือมระอา ก่อนจะหันไปทักทายแขกไม่ได้รับเชิญที่นั่งรวมอยู่ในโต๊ะอาหารด้วย หนุ่มใหญ่ไม่มีท่าทางแปลกใจหรือชะงักเลยแม้แต่น้อยเมื่อส่งมือไปให้ชายชาวตะวันตกสัมผัสตามธรรมเนียมอย่างมีพิธีรีตรอง ถ้าไม่เป็นเพราะสีหน้าประหลาดใจหลังได้ยินคำตอบรับเป็นภาษาเกาหลีชัดถ้อยชัดคำ แจจุงต้องนึกว่าสองคนนี้รู้จักกันมาก่อนแน่ๆ
"หายดีแล้วเหรอเราน่ะ"
แจจุงอยากจะขอบคุณพี่จินที่ช่วยดูแลเขาเมื่อคืนนี้ แต่ก็ติดว่ายังมีคนอื่นนอกจากพวกเขานั่งอยู่ด้วย จึงทำได้แค่พยักหน้ารับ ก่อนดวงตากลมโตจะวนเวียนมองกลับไปยังจุดเดิมคือประตูที่คนเป็นผู้จัดการเพิ่งเดินผ่านเข้ามา ปลอบใจตัวเองว่ายุนโฮอาจเดินช้าเลยยังตามมาไม่ถึง .....แต่ห้านาทีก็แล้ว สิบนาทีก็แล้ว ....ยี่สิบนาที จนในที่สุดก็ครึ่งชั่วโมง ....ยุนโฮก็ยังไม่มา
ริมฝีปากอิ่มแดงขบเม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจ ที่จริงก็ไม่อยากจะออกปากถามถึงคนที่ยังมาไม่ถึงสักเท่าไหร่ เพราะใครๆก็รู้ว่าพวกเขากำลังโกรธกันอยู่ แต่จะให้รอเฉยๆต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ก็ชักจะทนไม่ไหว ....ไม่ใช่ว่าอยากจะเห็นหน้านักหรอกนะ เขาแค่รำคาญ ขี้เกียจฟังภาษาเกาหลีสำเนียงอเมริกันมาตามตอแยชวนคุยด้วยต่างหาก
"พี่จิน ...แล้วยุนโฮล่ะครับ ทำไมยังไม่มา"
"อืม ไม่รู้เหมือนกัน พี่แยกกับยุนโฮตั้งแต่ออกจากที่โน่นแล้ว เห็นว่าจะแวะไปซื้อของก่อนมั้ง"
แจจุงเจ็บแปลบที่หน้าอกจนเหมือนหัวใจตัวเองจะตกวูบลงไปที่ปลายเท้า แวบแรกที่บอกตัวเองว่ามันก็เป็นสิทธิ์ของฝ่ายนั้นที่จะไปไหนก็ได้ตามใจ ในเมื่ออุตส่าห์มาถึงที่นี่และก็มีเวลาว่างทั้งวัน ต่อให้คนที่ไม่ใช่นักช้อปอย่างยุนโฮก็ยังต้องนึกอยากไปเดินเที่ยวซื้อของเหมือนกัน
....แต่ยุนโฮไม่คิดจะกลับมาดูเขาบ้างเลยเชียวหรือ?
ถึงตอนนี้เขาจะหายดี ไม่มีอาการไข้หลงเหลืออยู่แล้วก็เถอะ แต่ยังไงคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักก็น่าจะสนใจกันหน่อย แค่โทร.มาถามอาการกันสักคำก็ยังดี .....แต่นี่ไม่มีเลย
....เขาไม่มีค่าในสายตาของฝ่ายนั้นอีกแล้วใช่ไหม?
"เอริค คุณบอกว่าร้านห่างออกไปแค่สองบล๊อกเหรอ แล้วแถวนั้นมีอย่างอื่นให้ซื้ออีกรึเปล่า"
ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มผมทองจะงง กับประโยคที่เขาพูดกับเจ้าตัวตรงๆ เป็นครั้งแรก แจจุงบอกได้เลยว่าศีรษะของคนในโต๊ะยังหันมาที่เขาเป็นทางเดียว
"ครับ ละแวกนั้นก็มีร้าน ......"
ชายผู้เป็นเป็นเจ้าถิ่นเอ่ยแบรนด์ดังด้านเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าที่แจจุงรู้จักดีขึ้นมาอีกสี่ห้าร้าน รวมทั้งร้านที่ฝากโบรีไปซื้อกระเป๋านั่นก็ด้วย เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจได้ว่าเขาจะไปทัวร์ร้านของเพื่อนใหม่ตามคำชวน แล้วก็จะถือโอกาสเดินชอปปิ้งให้สะใจ
"ถ้าวันนี้ว่างทั้งวันงั้นผมออกไปชอปปิ้งนะพี่จิน"
เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนโดยไม่รอฟังคำอนุญาต ไม่คิดชวนใครไปด้วยและไม่สนใจสายตาห้ามปรามของใครทั้งนั้น แถมยังไม่แม้แต่จะหันไปมองว่าไกด์นำทัวร์เขาเดินตามหลังมาด้วยรึเปล่าด้วยซ้ำ เท่าที่รู้ตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือเขาจะทำทุกอย่างที่อยากจะทำ ในเมื่อยุนโฮไม่สนใจเขา เขาก็จะไม่สนใจฝ่ายนั้นอีกต่อไป
ร่างบางเดินนำออกประตูที่ชายหนุ่มร่างสูงแย่งหน้าที่พนักงานของของโรงแรม เปิดประตูให้เขาด้วยตัวเองอย่างเอาใจ แจจุงไม่ชอบให้ใครมาปฏิบัติเหมือนตัวเขาเป็นผู้หญิงแบบนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็คร้านจะบอก เพราะถึงยังไง เขาก็ไม่ได้คิดจะรู้จักชายหนุ่มคนนี้มากไปกว่าที่เป็นอยู่
"คุณอยากจะเดินหรือนั่งรถไปครับ ถ้าขี้เกียจเดินผมจะได้เรียกแท๊กซี่"
"เดินไปก็ได้ เผื่อมีร้านไหนอยากซื้อจะได้แวะเข้าไปเลย"
ปากพูดไปอย่างนั้น แต่ใจของแจจุงกลับไม่กระตือรือร้นตามไปด้วยเลยสักนิด
เด็กหนุ่มขยับขาเดินออกไปอย่างเบื่อๆ เหมือนถูกบังคับ พอเอาเข้าจริง ความมุ่งมั่นอยากจะชอปปิ้ง หรือแม้แต่ความสาสมใจเมื่อนึกถึงใครบางคนที่จะกลับมาไม่เจอหน้าเขา ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีอย่างที่คิด แจจุงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่หรือต้องการอะไรกันแน่ ทั้งๆ ที่การได้ไปเดินเที่ยวซื้อของคือสิ่งที่เขาชอบมากเป็นอันดับต้นๆ แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้ความว่างเปล่าในอกจางหายไปเลยสักนิด
ฉับพลันความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก็ฉุดรั้งขาเรียวที่กำลังจะก้าวต่อไปให้ชะงักอยู่กับที่ ก่อนที่ความรู้สึกเดียวกันนั้นจะเรียกเขาให้หันไปยังฝั่งตรงกันข้ามโดยที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เมื่อมองตรงไปก็พบกับร่างสูงโปร่งที่จำได้ขึ้นใจ กำลังก้าวลงจากรถแท็กซี่มายืนอยู่บนทางเท้าตรงฝั่งนั้น
.....ยุนโฮกลับมาแล้ว
"นั่นยูโนว์ยุนโฮใช่มั้ยครับ"
"ครับ .....เขาเป็น....หัวหน้าวงของพวกเรา คุณก็รู้อยู่แล้วใช่มั้ย"
...ยุนโฮเองก็หันมาเห็นเขาแล้วเช่นกัน แต่แจจุงยังนึกไม่ออกว่าควรจะยืนรอ หรือจะสะบัดหน้าหนีไปเลยดี
แล้วร่างเล็กบางของหญิงสาวอีกคนที่ก้าวตามออกมาจากรถคันเดียวกัน ก็ทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจได้
"คนนั้นก็เป็นสมาชิกวงน้องใหม่ของค่ายครับ เพิ่งเดบิวต์เมื่อปีก่อน ถ้าคุณยังอยู่เกาหลีช่วงนั้นก็น่าจะเคยเห็น"
เด็กหนุ่มบังคับขาที่กำลังสั่นไหวของตัวเองให้ก้าวต่อไปข้างหน้า พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะไม่หันกลับไปมองยังสองคนนั้น บอกตัวเองว่าเขาไม่เป็นไร ในเมื่อยุนโฮยังทำแบบนั้นได้ เขาก็ต้องทำได้
"ถ้าคุณว่างทั้งวัน ชอปปิ้งเสร็จแล้วไปขับรถเล่นกันดีไหมครับ ....จากที่นี่ไปชายหาดไม่ไกลเท่าไหร่ ....น่าเสียดายที่ผมไม่ได้พาเจ้าเพอร์ซี่มาที่นี่ด้วย มันชอบวิ่งเล่นบนทรายมากๆ พามาเที่ยวทีไรกว่าจะลากตัวกลับขึ้นรถได้เล่นเอาเหนื่อยทุกที"
เจ้าวิคเองก็ชอบเล่นทรายเหมือนกัน ชอบเล่นน้ำ และก็ชอบยื่นหน้าออกไปรับลมเวลาที่เขาขับรถพามันออกไปเที่ยว ยุนโฮมักจะบอกเสมอว่าอย่าเปิดกระจกข้างเพราะมันอาจจะกระโดดออกไปข้างนอก แต่เวลาเขาเห็นหน้าตาพริ้มๆ มีความสุขกับสายลมของมันทีไรก็อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที พวกเขายังไม่เคยพาวิคกับแทพุงออกไปข้างนอกพร้อมกัน เพราะแทพุงยังเป็นลูกหมาไฮเปอร์ จับเข้าไปในรถพร้อมจอมซนอย่างเจ้าวิคคงได้กลายเป็นหายนะแน่ๆ แต่ยุนโฮกับเขาก็ตั้งใจเอาไว้ว่าถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่จะต้องหาโอกาสพาเจ้าสองตัวนั้นออกไปเที่ยวพร้อมกันสักวัน
น่าแปลกที่แค่นึกถึงวันเวลาที่จะได้ใช้ร่วมกับยุนโฮ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้ทำแบบนั้นเมื่อไหร่ หรือจะได้ทำจริงๆ รึเปล่า หัวใจของเขาก็กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
จู่ๆ แจจุงก็เพิ่งเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องการ
มันก็ถูกที่เขาอยากได้รับความเอาใจใส่ อยากใช้เวลาว่างเดินชอปปิ้งซื้อของที่ชอบ ขับรถเล่นชมวิวชายหาด
แต่ทั้งหมดนั่นถ้าไม่ใช่กับยุนโฮ .....ก็ไม่มีความหมาย
"เอริค ขอโทษด้วยจริงๆ นะคือผม...." แจจุงเงยขึ้นมองคนข้างตัวด้วยความลำบากใจ รู้สึกผิดไม่น้อยที่กำลังจะทำแบบเดิมซ้ำกับฝ่ายนั้นอีกครั้ง "ผมคงไปกับคุณไม่ได้แล้วล่ะ พอดีนึกขึ้นได้ว่าพวกเราอาจจะต้องซ้อมเตรียมความพร้อมของงานพรุ่งนี้กันด้วย ....ถ้าผมไม่อยู่ คนอื่นคงลำบาก"
ชายหนุ่มผมทองไม่มีท่าทางขึ้งโกรธอย่างที่คิด ตรงกันข้าม ดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นกลับเป็นประกายด้วยแรงหัวเราะกับสายตาที่บ่งบอกถึงความรู้เท่าทัน
"คนลำบากที่ว่า ใช่หัวหน้าคุณที่ยืนรออยู่ตรงนั้นรึเปล่า"
แจจุงหันขวับไปด้านหลังตามที่อีกฝ่ายพยักเพยิดหน้าบอก แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกับภาพของร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าโรงแรมเพียงลำพัง อาจจะไกลเกินกว่าจะเห็นหน้ากันได้ชัด แต่แจจุงก็รู้ว่ายุนโฮกำลังมองมาที่เขา และทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นมายืนอยู่ตรงนั้นด้วยสาเหตุอะไร หัวใจที่เหี่ยวเฉาก็กลับพองฟูขึ้นอย่างทันตา
"เขาไม่ได้เป็นแค่หัวหน้าวงหรอกครับ ....แต่ว่าเขาเป็น...คนรักของผม"
"อืม ผมรู้ตั้งแต่เขามารับคุณที่ผับเมื่อคืนนี้แล้วล่ะ ....เขาแคร์คุณมากนะ"
แจจุงกำลังงงว่าฝ่ายนั้นพูดถึงอะไรเลยตั้งตัวไม่ทันเมื่ออ้อมแขนแข็งแรงโอบลงมารอบเอว รั้งเขาเข้าไปใกล้เพื่อรับจุมพิตเบาๆ ที่แก้ม
"ถือเป็นคำปลอบใจที่คุณหลอกให้ผมดีใจเก้อตั้งสองครั้งก็แล้วกันนะครับ"
"เอ่อ ....ขอโทษครับ" ทำไมกลายเป็นเขาต้องเป็นฝ่ายขอโทษกันละเนี่ย
"ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ เพราะผมก็มีเรื่องต้องสารภาพผิดเหมือนกัน....ความจริงผมก็เพิ่งรู้จักชื่อทงบังชินกิเมื่อวานนี้เอง ตอนพวกคุณมาถึงโรงแรมคนในลอบบี้เขาพูดกันว่ามีนักร้องเกาหลีมาพัก ผมกำลังคิดถึงที่โน่นอยู่พอดีก็เลยนึกครึ้มออกมามุงกับเขาด้วย ....แล้วก็ได้เห็นคุณที่นั่น พอเจอกันในผับอีกทีผมก็อยากจะเข้าไปทัก แต่คนของคุณก็มาซะก่อน...."
"เอ๊ะ แต่ตอนนั่งคุยกันที่โต๊ะนั่นคุณยังรู้จักพวกเราทุกคนเลยนี่"
"นั่นผมถามมิสเตอร์กูเกิ้ลเอาน่ะครับ แต่ก็ลำบากแทบแย่กว่าจะท่องจำชื่อสมาชิกในวงของคุณได้หมด"
แจจุงไม่รู้จะโกรธหรือจะขำกับความพยายามของฝ่ายนั้นดี แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจยื่นมือออกไปให้
"ยังไงก็ขอบคุณที่เลี้ยงผมเมื่อคืนนี้ก็แล้วกันนะครับ เอาไว้คุณไปเกาหลีเมื่อไหร่ผมสัญญาว่าจะเป็นเจ้ามือเอง"
อีกฝ่ายกระชับมือตอบแล้วดึงตัวเขาเข้าไปโอบหลวมๆอีกครั้งก่อนจะผละแยกไป แจจุงโบกมือให้จนลับสายตาแล้วจึงสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อหันหลังเดินกลับไปทางเดิม
ร่างสูงโปร่งยังคงยืนรออยู่ที่เดิม และเมื่อเขาเริ่มเดินกลับไป ฝ่ายนั้นก็ก้าวตรงเข้ามาหาเช่นกัน
แจจุงเดินไปคิดไปตลอดทางว่าเขาจะพูดอะไรกับยุนโฮ จะรอให้ฝ่ายนั้นขอโทษเขาก่อนทั้งเรื่องซื้อรถ เรื่องไม่ยอมสนใจเขา และก็ที่หายไปกับรุ่นน้องร่วมค่ายตั้งแต่เช้า .....หรือว่าเขาควรจะอธิบายเรื่องเอริคก่อนว่าที่จริงแล้วไม่มีอะไร .... หรือจะถามสิ่งที่ยังคาใจจากที่ได้ยินเพื่อนใหม่ชาวตะวันตกพูดถึงเรื่องในผับเมื่อคืนนี้
....แต่ที่คิดไว้ทั้งหมดนั่นไม่ได้ทำ
เมื่อก้าวเข้ามาใกล้กันในระยะเอื้อมถึง อุ้งมือใหญ่หนาก็ยื่นออกมาตรงหน้า และแจจุงก็ไม่เสียเวลาหยุดคิดเลยที่จะสอดมือเข้าไปอย่างเต็มใจ
มีเพียงความเงียบเมื่อพวกเขาออกเดินเคียงข้างกันไปตามทางเท้าที่ทอดออกสู่ถนนเส้นหลัก แจจุงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะพาเขาไปไหนแต่ก็ไม่คิดจะถาม แปลกดีที่ในที่สุดแล้วเขาก็ยังยินดีจะกุมมือข้างนี้ต่อไป ทั้งที่ยังไม่ได้รับความกระจ่างในเรื่องที่สงสัยเลยสักอย่าง
จุดหมายปลายทางของพวกเขามาสิ้นสุดลงที่หัวมุมถัดออกไปจากโรงแรมอีกสามบล๊อค ...ตรงหน้าโชว์รูมรถยนต์ยี่ห้อเดียวกับที่ทิฟฟานี่เอาเอกสารมาให้เขาดู ยุนโฮไม่ได้ชวนเขาเข้าไปข้างใน แค่พาเดินอ้อมไปหยุดลงตรงหน้ากระจกที่มองผ่านเข้าไปเห็นรถยนต์ครอบครัวขนาดเจ็ดที่นั่งรุ่นนั้น
"รถรุ่นนี้มันพับเบาะหลังลงไปได้ แล้วก็มีตาข่ายไว้ให้กั้นระหว่างแถวสองกับแถวสามด้วย เราจะได้เอาแทพุงไปไว้ข้างหลัง ส่วนเจ้าวิคก็ให้อยู่ตรงกลาง เปิดซันรูฟให้มันแทนกระจกข้าง นายจะได้ไม่ต้องคอยระวังไม่ให้มันกระโดดออกไปข้างนอก"
แจจุงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งอึ้งอย่างจนถ้อยคำเมื่อดวงตาเรียวรีเป็นประกายอ่อนโยนเบือนกลับมาสบตากับเขา
"แต่ฉันยังไม่แน่ใจว่าจะได้ซื้อรึเปล่า เพราะช่วงนี้แม่ฉันเขาเปรยๆ ว่าจะต่อเติมบ้านใหม่ คงยังต้องเก็บเงินเอาไว้ก่อน ....ฉันไม่อยากให้นายเสียความรู้สึกถ้าไม่ได้ซื้อ ก็เลยยังไม่บอก ส่วนที่ทิฟฟานี่รู้ก็เพราะว่าเขาเห็นฉันเสิร์ชข้อมูลรถรุ่นนี้ตอนนั่งรอถ่ายโฆษณาด้วยกันคราวนั้น แล้วบังเอิญเขามีญาติเป็นตัวแทนขายอยู่ด้วย ก็เลยอาสาเอาเอกสารมาให้"
".....นายเป็นคนเดียวที่ฉันอยากจะให้นั่งไปด้วยกันในรถคันนี้นะ ถ้าฉันจะซื้อจริงๆ จะไม่บอกนายได้ยังไง"
แจจุงอยากหายตัววับไปในอากาศหรือไม่ก็มีความสามารถในการดำดินได้เหลือเกินจะได้หลุดพ้นจากดวงตาฉายแววเอ็นดูแกมรู้ทันที่กำลังจับจ้องเขาอยู่ตอนนี้
ยุนโฮมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าที่เขาโกรธจะเป็นจะตายนั้นไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องซื้อรถแล้วไม่ยอมบอก แต่มันเป็นเพราะเขาต้องรู้เรื่องนี้ทีหลังจากคนอื่นต่างหาก
"ฉัน....ฉันไม่ชอบรถเกียร์กระปุก"
เด็กหนุ่มงึมงัม เฉไฉไปข้างๆ คูๆ ให้ดูเหมือนเป็นเพราะรถมากกว่าอย่างอื่น แต่ก็คงไม่เป็นผลเท่าไหร่ เพราะเสียงทุ้มที่ตอบกลับมาก็ยังเจือรอยหัวเราะเบาๆ อยู่ดี
"โอเค ถ้าจะซื้อจริงๆ ต้องเอารุ่นเกียร์ออโต้"
อุ้งมืออบอุ่นกระชับแน่นเข้า ก่อนจะออกแรงดึงเบาๆ ให้เขาก้าวตามกลับไปในทางเดิม ...เป็นเส้นทางเดิมที่ดูจะสว่างไสวกว่าตอนขามาหลายเท่า และแจจุงก็เพิ่งสังเกตตอนนั้นเองว่าเขาเดินผ่านร้านรองเท้ายี่ห้อประจำที่ชอบใส่ไปตั้งสองร้าน
"แล้วเมื่อกี้นายหายไปไหนมา" .....มาช้าแถมยังกลับมาพร้อมทิฟฟานี่ด้วย!!!
"ฉันไปแวะซื้อนี่ให้นายไง ไม่รู้จะใช่รุ่นที่นายอยากได้รึเปล่า พอดีเจอทิฟฟานี่ในร้าน เขาบอกว่านี่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดก็เลยซื้อมา"
ยุนโฮส่งถุงแบนๆ ยาวๆ ที่เขาไม่ทันเห็นในตอนแรกมาให้ แต่พอยื่นมือไปรับ ทั้งสีทั้งตราสัญลักษณ์บนถุงก็ทำเอาแจจุงแทบจะกลั้นหายใจเมื่อเปิดออกดู ....แล้วก็ใช่จริงๆ เสียด้วย ....กระเป๋าใบที่เขาอยากได้ ....แบบเดียวกันกับที่ฝากโบรีไปซื้อเมื่อวานนี้
"ไม่ใช่เหรอ"
"หา เปล่า ไม่ใช่ ....เอ่อ คือฉันหมายถึงว่ามันใช่รุ่นที่ฉันอยากได้จริงๆ ขอบใจนายมากนะ"
มือบางเกี่ยวเอาสายกระเป๋าขึ้นมาลองสะพายให้คนซื้อดู ว่าเขาชอบมันอย่างที่บอก ในใจรู้สึกตื้นตันและดีใจกับความเอาใจใส่ของคนรัก .....แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงกระเป๋าแบบเดียวกันนี้ที่อาจจะกำลังได้มาอีกใบในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ไม่รู้ว่าถ้ารีบกลับไปที่โรงแรมตอนนี้จะได้เจอโบรีเพื่อบอกแคนเซิลไม่ต้องซื้อได้ทันรึเปล่า
"ทีแรกฉันกะว่าจะเอาไปเซอร์ไพรส์นายบนห้อง เห็นไม่มีไข้แล้วก็เลยไม่ได้บอกให้พวกนั้นเข้าไปดู นายจะได้นอนต่ออีกหน่อย ไม่นึกว่าจะรีบตื่นลงมาเร็วขนาดนี้"
เสียงบ่นพึมพัมอย่างเสียดายของฝ่ายนั้นทำให้แจจุงนึกออกถึงสิ่งที่ยังค้างคาใจอยู่เมื่อครู่ คิดอยากจะถามเรื่องที่ผับเมื่อคืน แต่ก็เกิดข้อสงสัยใหม่ขึ้นมาเสียก่อนเมื่อสังเกตว่าตั้งแต่แยกกับเอริค แล้วเดินกลับมาหายุนโฮจนไปถึงโชว์รูมรถกระทั่งย้อนกลับมาเกือบถึงโรงแรมแล้ว ฝ่ายนั้นก็ยังไม่ปริปากถามเขาเรื่องชายหนุ่มผมทองนั่นเลยสักคำ
"นายยังไม่ถามฉันเรื่องเอริคเลยนี่ แล้วเมื่อกี้นายก็ปล่อยให้ฉันเดินไปกับเขาเฉยเลย" ....ไม่เห็นจะตามไปห้ามอย่างในหนังเลยสักนิด
"ก็ฉันรู้ว่าเดี๋ยวนายต้องเดินกลับมา เลยไม่ตาม"
คำตอบที่ตรงกันข้ามกับที่คิดไว้ทำเอามือบางสะบัดออกจากการเกาะกุมในทันควัน ที่กำลังอารมณ์ดีอยู่เมื่อกี้ก็ชักจะกรุ่นๆ ด้วยความโมโหปนหมั่นไส้คนที่ประกาศความมั่นใจในตัวเองออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำขนาดนั้น ....เห็นเขาเป็นของตายรึไงกัน
"ล้อเล่นน่า อย่าเพิ่งโกรธสิ" ยุนโฮเอื้อมมาดึงมือเขากลับไปอย่างง้องอน และแจจุงก็เล่นตัวนิดหน่อยก่อนจะยอมให้ฝ่ายนั้นกุมมือไว้อย่างเดิม "ที่จริงฉันแทบอยากจะเข้าไปชกหน้าหมอนั่นด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับไม่เชื่อใจนายน่ะสิ ฉันก็เลยยืนรอเฉยๆก่อน ....แต่ก็จะรอถึงแค่นายเดินไปสุดมุมตึกแค่นั้นแหล่ะ ถ้ายังไม่กลับมาอีกฉันก็ต้องตามไปอยู่แล้ว"
เป็นคำอธิบายที่ทำให้ดีใจ แต่ก็เหมือนโดนอะไรสะกิดให้เจ็บๆคันๆ อยู่ไม่น้อย เพราะทำไปทำมาเหมือนจะโดนปลายดาบย้อนกลับมาทิ่มตัวเองเข้ายังไงชอบกล ....ยุนโฮเห็นตำตาว่าเขาเดินออกไปกับคนอื่นยังยอมเชื่อใจเขา ส่วนเขาแค่มีรุ่นน้องมาทำท่าว่าจะสนิทกับฝ่ายนั้นก็โมโหจนกลายเป็นเรื่องใหญ่
"ขอโทษนะที่ฉันไม่เชื่อใจนายเรื่องทิฟฟานี่ แล้วก็ไม่ยอมฟังนายอธิบายอะไรเลย"
ฝ่ามืออุ่นเลื่อนขึ้นมาลูบศีรษะเขาอย่างแผ่วเบาแล้วรั้งให้เอนซบลงไปบนบ่า แจจุงแอบเหลือบมองดูแถวนั้น เห็นว่าไม่มีใครจึงโอนอ่อนตามไปอย่างที่ใจต้องการ
"นายไม่ต้องขอโทษหรอกแจจุง .....ถ้าจะโทษก็ต้องโทษฉันมากกว่าที่ไม่ทำให้นายเชื่อใจได้มากพอ"
ดวงตาคู่งามช้อนขึ้นมองสบนัยน์ตาเรียวรีเปี่ยมประกายแบบที่อ่านได้แค่ความหมายเพียงอย่างเดียวแล้วต้องถอนใจออกมาเบาๆ
"นายยิ่งพูด ฉันยิ่งรู้สึกผิดนะเนี่ย"
"เหรอ ....เอางั้นคราวนี้เราผิดคนละครึ่งดีมั้ย แล้วคราวหน้าสัญญาว่าถ้ามีอะไรต้องฟังกันก่อน"
แจจุงผงกศีรษะรับเบาๆ ปล่อยให้อุ้งมือแข็งแรงจับจูงคลอเคลียกันไปเงียบๆ อย่างนั้นจนกลับมาถึงหน้าโรงแรมที่พัก
"นายอยากออกไปเที่ยวไหนไกลๆ รึเปล่า เราเช่ารถขับไปหาดแถวนี้กันก็ได้นะ"
"ไม่ต้องหรอก เดินเล่นใกล้ๆโรงแรมนี่ก็พอ แต่เดี๋ยวฉันขอเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บก่อน"
แจจุงถือโอกาสหาข้ออ้างเผื่อว่าจะแวบไปหาคอสตูมสาวคนที่ฝากเงินไปซื้อกระเป๋าได้ทัน แต่แผนการก็กลับต้องล้มไม่เป็นท่า เพราะคนร่างสูงไม่ยอมรออยู่ข้างล่าง แต่กลับตามขึ้นมาบนห้องด้วย เด็กหนุ่มเลยได้แต่เดินกอดกระเป๋าใบใหม่ไปพลางคิดว่าเขาจะเอากระเป๋าหน้าตาเหมือนกันอีกใบไปไว้ที่ไหนดี จะเอากลับไปที่ร้านขอเปลี่ยนเป็นรุ่นอื่นก็สงสัยว่าคงจะไม่ได้ เห็นทีคงต้องเอาไปยกให้พี่สาวคนใดคนหนึ่งแน่ๆ
"ฉันขอล้างหน้าล้างตาหน่อยแล้วกัน นายลองโทร.ไปถามพวกนั้นก่อนก็ได้ว่าอยู่ที่ไหนกันแล้ว"
แจจุงวางกระเป๋าใบใหม่ลงบนเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดหาเบอร์หนึ่งในน้องชายสามคนอย่างที่คนรักบอก แต่ยังไม่ทันได้โทร.ออกก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูเข้าเสียก่อน
"พี่โบรี!!"
แจจุงเกือบตะโกนเมื่อเปิดประตูออกไปเจอคนที่กำลังนึกถึงอยู่เมื่อครู่ ตาไวเห็นถุงในมือของฝ่ายนั้นเข้าจึงรีบปิดประตูแล้วกึ่งลากกึ่งจูงหญิงสาวให้ออกไปยืนคุยกันให้ห่างประตูห้องมากที่สุด
"พี่เอากระเป๋ามาให้จ้ะ นึกว่าจะต้องฝากยุนโฮเอาไว้เสียอีก นี่แจจุงไม่มีไข้แล้วเหรอจ๊ะ"
"ครับ" เด็กหนุ่มรับคำพลางเปิดถุงแบบเดียวกับที่ได้มาจากยุนโฮออกดู ก่อนจะนึกสะกิดใจบางคำในประโยคกับหน้าตาประหลาดใจของฝ่ายนั้น "พี่โบรีรู้ด้วยเหรอครับว่าผมไม่สบาย"
"ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ก็เมื่อคืนคุณจินมาเคาะประตูเรียกอึนฮาตอนตีสองให้ออกไปข้างนอกด้วยกัน ...จำอึนฮาได้ใช่ไหมจ๊ะ เมื่อคืนเขามาพักอยู่กับพี่"
หญิงสาวคนที่ถูกพูดถึงเป็นล่ามประจำทีมของพวกเขามานาน เพิ่งลาออกเพื่อมาเรียนต่อที่อเมริกาเมื่อปีที่แล้ว แต่แจจุงก็ยังคงจำได้แม่นจึงพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล่าต่อ
"ทีแรกคิดว่าจะต้องพากันไปโรงพยาบาลซะแล้ว โชคดีอึนฮามีญาติเป็นหมออยู่ที่นี่ก็เลยไปตามเขามาช่วยดูให้"
"ผมเป็นหนักขนาดนั้นเลยเหรอครับ"
"จ้ะ พี่ยังแปลกใจเลยที่เห็นหายเร็วขนาดนี้ เพราะเมื่อคืนตัวร้อนจี๋แล้วก็เพ้อด้วย เห็นยุนโฮบอกว่าให้ยาแล้วไข้ก็ยังไม่ลด พวกเราก็ไม่กล้าให้ซ้ำอีกกลัวจะเป็นอะไรยิ่งกว่าเดิม พอคุณหมอมาก็เลยฉีดยาให้ แต่สงสัยยุนโฮคงเช็ดตัวให้ทั้งคืนด้วยล่ะมั้งไข้ถึงได้ลงเร็ว"
แจจุงกลับเข้าห้องด้วยความรู้สึกเหมือนโดนน๊อคเข้าที่หัว
ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัวเลยว่าไม่สบายมากขนาดนั้น และที่สำคัญพอได้รับการชี้บอก เขาถึงเพิ่งนึกออกว่าเช้านี้ยุนโฮยังไม่ได้โกนหนวดหรือแม้แต่สระผม ขอบตาก็แดงช้ำเหมือนคนอดนอนจริงๆ ....ทำไมถึงไม่สังเกตเห็นตั้งแต่แรก ถ้าพี่โบรีไม่บอกก็คงไม่รู้ เขาช่างเป็นคนรักที่แย่ที่สุด นึกถึงแต่ตัวเอง อยากให้อีกฝ่ายสนใจ เอาใจใส่ แต่กลับไม่คิดจะทำในสิ่งเดียวกันนั้นกลับไปบ้างเลย
"อะไรกัน ยังชื่นชมกระเป๋าใหม่ไม่เลิกอีกเหรอ"
แจจุงสะดุ้งสุดตัวกับเสียงล้อๆ ที่ลอยออกมาจากประตูห้องน้ำ หันซ้ายหันขวาแล้วไม่รู้จะทำยังไงเลยเหวี่ยงถุงในมือเข้าไปใต้เตียง แล้วคว้าอีกใบที่ได้รับมาจากยุนโฮขึ้นมาแทน ทำเสมือนว่ากำลังดูมันอยู่อย่างที่ฝ่ายนั้นบอก
ใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงมีหยดน้ำเกาะเป็นบางส่วนระบายด้วยรอยยิ้ม ก่อนร่างสูงโปร่งจะทิ้งตัวลงมานั่งเคียงข้าง แจจุงมองไรหนวดที่ยังคงเหลือรอยเขียวจางๆ อย่างที่ดูก็รู้ว่าเพิ่งโกนเสร็จไปหมาดๆแล้วอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบปลายคางคมสันนั้นเบาๆ
"นายโกนหนวดไม่เกลี้ยงอีกแล้วนะยุนโฮ"
"จริงเหรอ ฉันว่าเกลี้ยงแล้วนา" มือหนายกขึ้นจับคางตัวเองบ้าง ก่อนที่จู่ๆคิ้วเข้มข้างหนึ่งจะกระตุกขึ้นสูง นัยน์ตาอ่อนโยนของพ่อหมีถูกแทนที่ด้วยแววเจ้าเล่ห์ของสุนัขจิ้งจอก "งั้นต้องพิสูจน์"
จบคำร่างสูงใหญ่ก็โถมเข้าใส่ร่างบางจนหงายหลังลงไปบนที่นอน ก่อนใบหน้าคมคายจะซุกไซ้ไปตามผิวแก้มเนียนและลำคอขาวผ่อง ตอหนวดแข็งๆที่ยังหลงเหลืออยู่บางส่วนขูดผิวเนื้อเนียนให้เจ็บๆคันๆ ปนจั๊กจี้จนคนที่ตกเป็นเบี้ยล่างต้องร้องอุทรณ์อย่างทนไม่ไหว
"ไม่เอายุนโฮ ฉันจั๊กจี้"
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุเมื่อมือซุกซนของคนแกล้ง สอดเข้าไปใต้เสื้อเพื้อจิ้มเอวบางตรงที่รู้ว่าเป็นจุดอ่อน คนถูกแกล้งที่โดนกักตัวไว้ในอ้อมกอดอย่างแน่นหนาเลยได้หัวเราะไปพลางงอตัวไปมาอย่างหมดทางสู้
แจจุงอดรู้สึกไม่ได้ว่ายุนโฮดูจะวนเวียนอยู่กับแก้มข้างซ้ายของเขามากจนผิดสังเกต เฝ้าใช้ทั้งปลายจมูกและริมฝีปากอุ่นกดจูบเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างตั้งใจ เหมือนจงใจจะเช็ดถูแก้มเขาให้สะอาดด้วยริมฝีปากของเจ้าตัวยังไงยังงั้น
เช็ด?
ริมฝีปากอิ่มแดงคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเมื่อเข้าใจความคิดของฝ่ายนั้นในที่สุด เด็กหนุ่มเลื่อนสองมือขึ้นประคองใบหน้าคมสันของคนรักเอาไว้ให้อยู่นิ่ง ๆ แล้วเป็นฝ่ายใช้แก้มซ้ายของตัวเองถูไปมากับริมฝีปากอุ่นเสียเอง
"พอใจรึยัง"
ดวงตาเรียวรีมีแววเก้อเขินเมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้ แต่ก็ไม่มีหยุดลังเลเลยสักนิดเมื่อเอ่ยตอบสวนกลับมา
"ยัง"
แจจุงไม่มีโอกาสได้บ่นว่าอีกฝ่ายอย่างที่ใจนึก เพราะเรียวปากอุ่นกดประทับลงมาปิดห้ามเอาไว้เสียก่อน ความนุ่มนวลที่คุ้นเคยทำให้เพียงแค่ครู่เดียว ริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่ก็ยินยอมตอบรับปลายลิ้นร้อนที่สอดเข้ามาอย่างเต็มอกเต็มใจ หนำซ้ำยังกระหวัดเกี่ยวปลายลิ้นตอบสนอง มอบความหอมหวานให้แก่กันและกันเพื่อทดแทนช่วงเวลาหลายวันที่ห่างเหินไปด้วยความไม่เข้าใจ
เด็กหนุ่มลืมตามองซีกแก้มสีน้ำตาลเนียนของคนรักที่เคลื่อนริมฝีปากต่ำลงไปกดจูบหนักหน่วงตรงต้นคอ ก่อนจะสอดปลายนิ้วเข้าไปในเรือนผมหยาบหนาที่ยังคงมีกลิ่นเขม่าควันของเอฟเฟคต์บนเวทีเมื่อคืนวานตกค้างอยู่ ในหูยังแว่วถึงสิ่งที่ได้ฟังมา
‘...เขาแคร์คุณมากนะ.....'
‘..... สงสัยยุนโฮคงเช็ดตัวให้ทั้งคืนด้วยล่ะมั้งไข้ถึงได้ลงเร็ว.......'
อดโมโหตัวเองไม่ได้ที่เป็นคนรักที่แสนจะไม่เอาไหน ทำไมถึงต้องรอให้คนอื่นมาบอก ทั้งๆ ที่ควรจะรู้ดียิ่งกว่าใครว่ายุนโฮเอาใจใส่เขามากแค่ไหน
"ยุนโฮ พี่โบรีบอกว่าเมื่อคืนนายอยู่ดูแลฉันทั้งคืนเลยเหรอ นายยังไม่ได้นอนใช่ไหม ง่วงรึเปล่า จะนอนก่อนก็ได้นะ"
คนถูกถามที่กำลังซุกไซ้ใบหน้าอยู่กับแนวลาดไหล่เนียนที่โผล่พ้นคอเสื้อออกมาชะงักไปนิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งเสียงโอดโอยตัดพ้อ
"นี่มันเป็นวิธีปฏิเสธแบบสุภาพรึเปล่าเนี่ย"
แจจุงใช้กำปั้นชกลงไปบนไหล่หนาแบบไม่ออมมือนัก ถลึงตามองคนที่ขอบตาแดงก่ำ ลืมตาแทบจะไม่ขึ้นแต่ยังจะปากดีให้รู้สำนึก จนฝ่ายนั้นยินยิมพลิกกายลงไปนอนเคียงข้าง แต่ก็ยังไม่วายทำตาปรอยขอความเห็นใจ
~ 마지막이 찬란한 노을처럼 waiting for Rising sun... ~
แจจุงขมวดคิ้วกับเสียงโทรศัพท์ที่ร้องระงมมาจากในกระเป๋า จำได้ว่าเป็นเสียงเรียกที่ตั้งเอาไว้ใช้กับทุกเบอร์ของสมาชิกในวงจึงเดินไปหยิบมากดรับสาย
"ว่าไงยูชอน"
"----พี่แจจุงอยู่ไหนน่ะ ผมมายืนอยู่หน้าร้านเพื่อนใหม่เราแล้วเนี่ย เห็นแต่นายเอริค มองไม่เห็นพี่เลย----"
"เอ่อ ฉันไม่ได้ไปที่นั่นหรอก ตอนนี้อยู่บนห้อง ยุนโฮซื้อกระเป๋ามาให้ฉันก็เลยเอาขึ้นมาเก็บ"
"----แล้วเอาไงล่ะ พี่จะให้พวกผมรออยู่นี่รึเปล่า----"
ดวงตากลมโตมองไปที่ใบหน้าอิดโรยของคนที่อดนอนมาทั้งคืนแล้วไม่นึกอยากให้ฝ่ายนั้นต้องลำบากออกไปเหนื่อยโดยไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวอยากเที่ยวหรืออยากนอนมากกว่ากัน
"นายว่าไงยุนโฮ ออกไปข้างนอกไหวไหม ถ้าง่วงมากไม่ต้องฝืนก็ได้นะ"
พอความลับเรื่องที่ฝืนทนร่าเริงอยู่ทั้งที่ง่วงตาแทบจะปิดไม่เป็นความลับอีกต่อไป ยุนโฮก็ยอมรับอย่างง่ายๆ
"ฉันคงไม่ไหวจริงๆ แหล่ะ นายไปกับพวกนั้นได้ใช่มั้ย"
"อืม" แจจุงพยักหน้าพลางขยับตัวให้อีกฝ่ายได้นอนลงบนเตียงอย่างสบายมากขึ้นก่อนจะกรอกเสียงตอบลงไปในโทรศัพท์ "พวกนายไปกันก่อนแล้วกัน เดี๋ยวฉันตามไป"
นิ้วเรียวจิ้มปุ่มวางสาย ก่อนจะหันไปเห็นคนรักที่ที่ยังนอนลืมตามองมา เลยเลื่อนปลายนิ้วไปลูบดวงตาเรียวรีให้ปิดลง แล้วปล่อยให้ฝ่ายนั้นจับมือเขาไปวางกุมบนแก้มสากๆโดยไม่ว่าอะไร
"นายออกไปเลยก็ได้ ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันหรอก เพิ่งได้กระเป๋าแค่ใบเดียวเองไม่ใช่เหรอ ใช้เวลาให้คุ้มหน่อยสิ"
เสียงทุ้มเจือปนรอยหัวเราะเล็กๆ กับมุขตลกล้อเลียนผู้จัดการของตัวเอง ทุกครั้งที่ต้องไปทำงานนอกประเทศที่มีเวลาและงบประมาณอันแสนจำกัด พี่จินจะคอยปลุกปลอบพวกเขาให้ตั้งใจทำงานเสมอ ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ากับทุกบาททุกสตางค์ของบริษัท แต่แจจุงไม่ได้หัวเราะขำตามไปด้วย แถมยังต้องแอบย่นจมูกเล็กๆ กับคำว่า ‘กระเป๋าใบเดียว' อีกต่างหาก
"รู้แล้ว นายก็หลับซะสิ"
"อืม ไว้ตอนเย็นพอฉันตื่นค่อยตามนายออกไปนะ แล้วไปหาของอร่อยๆกินกัน"
หนึ่งหรือสองนาทีหลังจากนั้น คนที่นอนหลับตาก็ผ่อนลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ เรียกว่าพอหยุดพูด ยุนโฮก็หลับไปทันทีเลยก็ว่าได้
แจจุงดึงมือออกจากการเกาะกุมแล้วขยับแขนขาของร่างสูงให้อยู่ในท่าที่สบายขึ้น มองดูผ้าห่มที่ถูกนอนทับไว้แล้วลงความเห็นว่าไม่มีทางดึงออกมาโดยไม่ให้ฝ่ายนั้นตื่นได้แน่ๆ จึงหมุนตัวไปทางเตียงข้างๆ แล้วกระตุกเอาผ้าห่มที่ถูกพับทบเก็บชายไว้อย่างเรียบร้อยออกมาคลุมให้แทน
เด็กหนุ่มนิ่งมองดูคนรักอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันไปเหลือบดูถุงใส่กระเป๋าที่ฝ่ายนั้นซื้อให้
จริงอย่างที่ยุนโฮบอก ว่าต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า
เด็กหนุ่มโน้มตัวลงไปแตะริมฝีปากบนหน้าผากของคนหลับเบาๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มากดโทร.ออกไปหาเบอร์ที่โทร.เข้ามาเมื่อครู่
"----จะออกมาแล้วใช่ไหมพี่แจจุง ตอนนี้พวกผมอยู่ที่ร้าน.....----"
"เปล่า ฉันจะโทร.มาบอกว่าฉันไม่ไปแล้ว"
"----อะไรกัน เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกันทั้งคืน นี่ยังเข้าห้องกันแต่หัววันอีก ลืมไปรึเปล่าว่าเรามาทำงานนะ ไม่ได้พาพวกพี่มาฮันนีมูน----"
แจจุงกดตัดสายแล้วเหวี่ยงโทรศัพท์ทิ้งไปบนเตียงอีกหลังอย่างไม่ใยดี ก่อนจะสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม ขยับให้ชิดร่างสูงจนได้เอนซบกับอกอุ่นอย่างที่ตั้งใจ
ถึงจะไม่มีไข้และได้นอนหลับสนิทมาตลอดทั้งคืนแล้ว แต่แจจุงก็ปิดเปลือกตาลงและนอนหลับไป
-FIN-
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จบแล้ว อิ อิ จบแบบมึนๆ จะซึ้งก็ไม่ซึ้ง จะหวานก็ไม่หวานเนะ ออกแนวทะแม่งๆ 555+ แต่ไม่เกี่ยวกับความนอยของคนเขียนนะ เราหายนอยแล้ว ฟังแจจ๋าฝาก msg ไว้ให้ในรายการ star show ก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย อิ อิ(วิ่งหลบรองเท้าแม่ยกแจจ๋า)
ขอบคุณเม้นตอนที่แล้วด้วยนะคะ ส่วนใหญ่บอกว่าทันเหตุการณ์ แต่จริงๆ มันบังเอิญมาประจวบเหมาะด้วยล่ะ เพราะเราก็เคยคิดอยากเขียนยุนแจแบบที่คบกันแล้วดูบ้างเหมือนกัน(ปกติเขียนแต่แอบรัก) แบบนี้มันยากกว่าเนอะ เพราะงั้นตกลงใจว่ากลับไปเขียนแบบเดิมดีกว่า 555+ ที่จริง ว่าจะเก็บไว้ลงพร้อมเดอะเดย์แต่ท่าทางมันจะยังไม่เสร็จง่ายๆ ก็เลยเอามาลงก่อน แต่รับรองว่าจะรีบปั่นต่อค่ะ
แล้วเจอกันใหม่นะคะ
ปล.น้องวีอย่าโกรธพี่เลยน้า พี่ไม่ได้ลืมหนูจริงๆ แต่กลัวหนูจะลืมพี่ไปแล้วต่างหากเลยไม่กล้าเมล์ไป เดี๋ยวแวะไปเยี่ยมนะจ๊ะ
#1 By jinni (222.123.114.233) on 2008-05-30 00:05