[SF] Are We Still in Love (1/2)
posted on 24 May 2008 08:50 by almond-meringue in Short-Fiction-2
Title: Are We Still in Love?
Author: lovejae (Almond Meringue)
Couple: Yunho x Jaejoong
Rating: PG -13
Author's Note : ชื่อกับเนื้อเรื่องมันจะเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย
~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~
Are We Still in Love?
"แจจุง นายฟังฉันอธิบายก่อนได้ไหม"
"ทำไมต้องฟัง ยังมีอะไรที่ฉันยังไม่รู้อีกเหรอ นอกจากเรื่องที่นายจะออกรถใหม่โดยไม่บอกฉัน"
"มันไม่ใช่อย่างนั้น ที่ฉันยังไม่ได้บอกนายก็เพราะฉันตั้งใจว่า...."
"ทีฉันแค่จะซื้อกระเป๋าใหม่นายยังบ่น แต่นี่นายจะซื้อรถ!!!"
"เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกันนะแจจุง แล้วฉันก็ไม่ได้บ่นนายด้วย"
"ทำไมจะไม่เกี่ยว แล้วนายน่ะเหรอไม่ได้บ่น...."
"โอ๊ย !!!!!! สองคนนั้นน่ะเลิกเถียงกันสักที !!!!"
เสียงตะโกนอย่างเหลืออดของผู้จัดการที่ลอยข้ามมาจากที่นั่งตอนหน้า กลายเป็นระฆังห้ามถ้อยคำที่เด็กหนุ่มร่างบางเตรียมจะสาดใส่คนร่างสูงที่นั่งอยู่เคียงข้าง ดวงตากลมดำเหลียวมองไปรอบรถตู้ที่มีทั้งเพื่อนร่วมวงและสตาฟแล้วถึงรู้ว่าทุกคนกำลังพากันมองมายังเขากับคู่กรณีเป็นตาเดียว
แจจุงสะบัดหน้าพรืด ขยับตัวเอนพิงกระจกเพื่อมองออกไปยังถนนที่จอแจไปด้วยรถ หวังว่าจะเห็นอะไรที่ดีกว่าหน้าของใครบางคน แต่สายตาเจ้ากรรมก็ดันไปสะดุดเข้ากับรถครอบครัวขนาดเจ็ดที่นั่งที่แล่นขนาบอยู่เคียงข้าง และก็ให้บังเอิญที่ทั้งรุ่นและสีเป็นแบบเดียวกันกับที่อยู่บนปกหน้าของแคตตาล๊อกเล่มนั้นเสียด้วย
‘ของพี่ยุนโฮค่ะ ว่าจะเอามาให้ตั้งหลายวันแล้วแต่ไม่ได้เข้ามาที่บริษัทเลย ยังไงฝากขอโทษพี่เขาด้วยนะคะ'
เด็กหนุ่มยังจำได้ว่าตัวเองงงแค่ไหนที่จู่ๆ ทิฟฟานี่ นักร้องสาวรุ่นน้องที่เพิ่งจะร่วมงานถ่ายโฆษณาด้วยกันมาหาเขาแล้วส่งปึกเอกสารที่มีรายละเอียดสเปคของรถรุ่นนี้มาให้
‘พี่แจจุงเลือกสีได้รึยังคะ ถ้าชอบรถสีเข้มๆ สีน้ำเงินของรุ่นนี้ก็สวยดีนะคะ'
เลือกสีงั้นเหรอ? .....เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายุนโฮจะซื้อรถ
จริงอยู่ว่ายุนโฮจะซื้ออะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าตัว เพราะยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ใช้กระเป๋าเงินร่วมกัน
แต่ซื้อรถเชียวนะ!!! ไม่ใช่ซื้อผงซักฟอกหรือแชมพูในร้านมินิมาร์ท ของชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้เงินมากขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะบอกเขาบ้างไม่ใช่หรือ
ทำไมเขาที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักถึงไม่รู้อะไรเลย ในขณะที่รุ่นน้องร่วมค่ายอย่างทิฟฟานี่ยังรู้
"เอ้า ยูชอนอย่าเพิ่งลง ให้การ์ดเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนสิ"
แจจุงหลุดออกจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงโวยวายของผู้จัดการ มองดูวิวนอกหน้าต่างอีกทีก็พบว่าตอนนี้พวกเขามาถึงสนามบินอินชอนแล้ว เลยขยับกระเป๋าสะพายของตัวเองบ้างเพื่อตรวจดูพาสปอร์ตกับเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะโมโหจี๊ดขึ้นมาอีกเมื่อนึกถึงวันก่อนตอนที่เขานั่งวางแผนการช้อปปิ้งสำหรับทริปไปอเมริกาคราวนี้ ทีแรกเขาตั้งใจว่าจะซื้อกระเป๋าคอลเลคชั่นซัมเมอร์ของแบรนด์เดิมที่ชอบใช้ แต่ยุนโฮท้วงว่าเขาได้มาหลายใบมากแล้วตอนไปปารีสคราวก่อน ซึ่งเขาก็ยังยอมฟังและตกลงใจว่าจะไม่ซื้อเพื่อเห็นแก่ฝ่ายนั้นที่เป็นคนจ่ายค่ากระเป๋าจากปารีสทั้งหมดนั่น
ทีตัวเองจะซื้อรถไม่บอกกันสักคำ ยังมีหน้ามาห้ามไม่ให้เขาซื้อกระเป๋าอีก
คอยดูเถอะ เขาจะขนซื้อทุกอย่างที่อยากได้ ไม่ว่าจะกระเป๋า รองเท้าบู๊ต เสื้อ หรือกางเกง ก็ในเมื่อมันเป็นเงินของเขา ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามทั้งนั้น
"สองคนนี้ทำหน้าให้มันดีๆหน่อยได้ไหม โดยเฉพาะเราน่ะยุนโฮ หน้าบูดเป็นหมีอารมณ์เสียอย่างนี้เดี๋ยวก็โดนแฟนคลับเอาไปวิเคราะห์กันใหญ่โตอีกหรอก"
แจจุงยักไหล่น้อยๆ ไม่สนใจ ลงจากรถได้ก็อ้อมไปรับเอากระเป๋าของตัวเองมาจากท้ายรถก่อนจะตามหลังเพื่อนร่วมวงไปโดยมีการ์ดมาคอยเดินขนาบระวังไม่ให้แตกแถวราวกับพวกเขาเป็นเด็กอนุบาล ยังไม่ทันจะก้าวถึงตัวอาคารกลุ่มแฟนๆก็กรูกันเข้ามาหา แสงแฟลชกับเสียงตะโกนเรียกชื่อดังกระหึ่มอย่างที่เคยชิน แต่เด็กหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป ไม่สนใจจะ ‘ทำหน้าให้มันดีๆ' อย่างที่ผู้จัดการบอก เพราะสำหรับเขา จะเดินไปเงียบๆ แฟนๆก็คงไม่ผิดสังเกต ไม่เหมือนอีกคนที่มักจะมีรอยยิ้มละมุนละไมติดใบหน้าอยู่เสมอ ที่แค่เผลอทำหน้ามุ่ย แฟนๆ ก็อาจถึงขั้นกลุ้มใจกันได้
แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ยุนโฮที่เดินอยู่ข้างหน้าเขากำลังทำหน้าแบบไหน และเขาก็ไม่อยากจะรู้ด้วย!!!
มือบางหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า กดเลือกหาเมนูเล่นวีดีโอเพื่อดูคลิปที่ถ่ายไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน
หน้าแหลมๆที่ปกคลุมไปด้วยขนยาวสีอ่อนของสุนัขตัวโปรด ทำให้แจจุงเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา เจ้าวิคที่อยู่ในจอภาพกำลังวิ่งไปรอบๆ ลานกว้างอย่างร่าเริง พร้อมๆกับเพื่อนอีกสองตัว นึกถึงความน่ารักขี้อ้อนของมันแล้วเด็กหนุ่มก็อยากจะให้ถึงเดือนหน้าเร็วๆ เพื่อเขาจะได้พามันออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันอีก ยุนโฮกับเขาตกลงกันเอาไว้แล้วว่าพอกลับมาเกาหลีจะหาเวลาว่างไปเยี่ยมแทพุงกับวิคกันบ่อยๆ
ความคิดทั้งหมดหยุดลงแค่นั้นเมื่อชื่อของใครบางคนผุดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ดวงตากลมเลื่อนจากหน้าจอโทรศัพท์ไปยังแผ่นหลังกว้างที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ความเจ็บแปลบเล็กๆเคลื่อนผ่านหัวใจไปอย่างเงียบเชียบทว่ากลับทิ้งรอยแสบร้อนเอาไว้ทั่วทรวงอก
สำหรับเขาไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังนึกถึงแต่ยุนโฮอยู่เสมอ ....แต่ฝ่ายนั้นล่ะ? จะยังนึกถึงเขาในฐานะคนสำคัญอย่างที่เคยบอกอยู่เหมือนเดิมรึเปล่า
"ยังมีเวลาอีกเป็นชั่วโมงเลย จะไปเดินเล่นกันก่อนก็ได้ เพราะไฟล์ทนี้บินยาว คงอีกนานกว่าจะได้ยืดเส้นยืดสายกันอีก"
แจจุงหันซ้ายหันขวาแล้วก็ยังไม่รู้จะเดินไปทางไหน สามคนที่เดินนำไปก่อนตั้งแต่แรกตรงดิ่งไปหาแนวเก้าอี้ที่วางเรียงติดกันเป็นแถว ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะถึงเวลาเรียก จะเหลือก็แต่เจ้าน้องเล็กคนเดียวที่มุ่งหน้าไปอีกทาง
"นายจะไปไหนน่ะชางมิน"
"ร้านเบอร์เกอร์คิง"
แจจุงหยุดคิดชั่งใจชั่วครู่ก่อนจะเลือกเดินตามหลังร่างสูงโปร่งของคนเป็นน้องไป ไม่ได้นึกอยากกินเบอร์เกอร์ แต่ก็คงดีกว่าไปทนนั่งอยู่ใกล้ๆ คนบางคนให้เสียอารมณ์
"ชางมิน ทริปนี้เราแลกห้องกัน ฉันจะนอนห้องเดียวกับพี่จินเอง"
"เอาจริงเหรอ พี่จินกรนเสียงดังมากนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก"
เด็กหนุ่มร่างบางเริ่มลังเลกับคำขู่ที่ไม่ใช่แค่คำขู่ลอยๆเพราะมันเป็นเรื่องที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง พวกเขารู้กันทั้งนั้นว่าเสียงกรนของคนเป็นผู้จัดการร้ายกาจขนาดไหน เวลาต้องไปค้างที่อื่นถึงได้พากันรวมหัวขับไสไล่ส่งให้เจ้าน้องเล็กเป็นคนรับเคราะห์นี้ไปด้วยข้ออ้างว่าจอมละเมออย่างชางมินก็ควรจะนอนกับจอมกรนอย่างพี่จินเพื่อความสงบสุขของคนอื่นที่เหลือ
"ไม่เห็นเป็นไรเลย กรนก็กรนสิ ฉันทนได้"
กัดฟันรับปากไปอย่างนั้นทั้งที่ในใจก็นึกหวั่นไม่ใช่น้อย แจจุงปลอบตัวเองด้วยการคิดในแง่ดีว่าเขาอาจะเหนื่อยกับงานจนหลับไปก่อนจะต้องทนนอนฟังเสียงกรนของพี่จินก็ได้
~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~
"โอ๊ย เมื่อยชะมัดเลย"
แจจุงพยักหน้าสนับสนุนเจ้าโลมาน้อยที่เดินสะบัดแข้งสะบัดขาไปพลางบ่นงึมงัม อยากจะเสริมด้วยว่านอกจากเมื่อยแล้วเขายังมึนหัวมาก ไม่รู้จะเป็นเพราะเวลาที่ต่างกันเกินหนึ่งรอบหน้าปัดนาฬิการึเปล่า ถึงทำให้รู้สึกเหมือนตัวยังลอยๆ อยู่บนเครื่องบินแบบนี้
"พี่แจจุงไม่สบายรึเปล่า หน้าซีดๆ"
"เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร"
เด็กหนุ่มรู้สึกถึงสายตาคมกล้าของใครบางคนที่ตวัดมองมา ก็เลยยิ่งต้องทำเป็นว่าสบายดี เหยียดหลังตรงเดินเชิดหน้านำไปก่อนทั้งที่อยากจะล้มตัวลงไปนอนกลิ้งที่พื้นใจจะขาด ตอนนี้พวกเขามาถึงโรงแรมแล้วก็จริงแต่ก็ยังพักไม่ได้ เพราะจะต้องออกไปยังสถานที่จัดงานเพื่อซ้อมการแสดงที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
"แจจุง มากับพี่แป๊บนึงได้ไหมจ๊ะ"
คิ้วโค้งเรียวขมวดเข้าหากัน ออกแปลกใจที่หญิงสาวผู้ทำหน้าที่ดูแลเรื่องเสื้อผ้าตามขึ้นมาถึงชั้นที่พวกเขาพักด้วย แต่เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของฝ่ายนั้น เด็กหนุ่มก็หันไปทำสัญญาณมือบอกจุนซูให้เดินล่วงหน้าไปก่อนโดยไม่ต้องรอ
"มีอะไรเหรอครับพี่โบรี"
"เอ่อ เสื้อของแจจุงที่จะใส่ขึ้นเวทีคืนนี้น่ะจ้ะ ไม่รู้ว่าตอนแพคของจัดกันยังไง มันก็เลยได้มาแต่เสื้อข้างในตัวเดียว" คอสตูมสาวทำสีหน้าขออภัยอย่างพร้อมรับคำตำหนิ ก่อนจะยื่นอะไรบางอย่างมาตรงหน้า "พี่ก็เลยคิดว่าจะออกไปหาตัวใหม่มาแทน ก็มีของแบรนด์นี้ที่น่าจะใกล้เคียงของเดิม"
แจจุงรับหนังสือนิตยสารที่ถูกส่งมาให้แบบงงๆ หน้าที่เปิดค้างไว้มีนายแบบร่างสูงสวมเสื้อนอกสีดำที่ดูทันสมัย ทั้งรูปแบบก็ใกล้เคียงกับที่สไตล์ลิสต์ออกแบบให้เขาอย่างที่อีกฝ่ายบอก แต่เด็กหนุ่มก็ไม่เข้าใจเลยว่าจะเอามาให้ดูทำไม เพราะไม่ว่าจะจัดอะไรให้เขาก็ต้องใส่อยู่แล้ว
"ก็โอเคนี่ครับ แต่ที่จริงไม่ต้องมีเสื้อนอกก็ได้ ผมว่าแค่ตัวในอย่างเดียวก็พอ"
"แจจุงก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันเหรอ"
ท่าทางโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดของฝ่ายนั้นทำให้แจจุงพอเข้าใจอะไรขึ้นมาได้ลางๆ จึงเปิดรอยยิ้มกว้างแล้วส่งหนังสือคืนกลับไปให้ ที่จริงแล้วโบรีคงอยากได้คำยินยอมจากปากของเขาเองมากกว่าจะตั้งใจไปซื้อเสื้อมาใหม่จริงๆ เพราะนั่นหมายถึงการประกาศถึงข้อผิดพลาดของเจ้าตัวซึ่งไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่
"ครับ ดีซะอีก ไหนๆผมก็อุตส่าห์ไปฟิตกล้ามมา จะได้โชว์ให้แฟนๆดูด้วยเลย"
"นั่นน่ะสิคะ"
แจจุงออกเดินนำกลับไปทางเดิม พลางฟังคอสตูมสาวที่พอหมดเรื่องแล้วก็ชวนคุยถึงเรื่องตลกๆ ที่เจอบนเครื่องบิน แล้วก็เรื่อยเลยมาถึงเรื่องแผนงานกับโปรแกรมในวันถัดไป
"แต่ว่าน่าเสียดายแทนพวกแจจุงจริงๆ นะคะ แทนที่พรุ่งนี้จะมีเวลาได้ไปเดินเที่ยวกันบ้างก็อดซะแล้ว"
"อ้าว! ทำไมล่ะครับ ก็ไหนพี่จินบอกว่าจะปล่อยพวกผมเที่ยวอิสระพรุ่งนี้ทั้งวัน"
"เอ๋ แจจุงยังไม่รู้เหรอคะว่าเขาเปลี่ยนแผนใหม่ สลับเอางานเลื่อนขึ้นมา จะได้กลับเร็วขึ้น"
"อะไรกันเนี่ย~ ...."
ข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับรู้ทำเอาแจจุงเซ็งจนพูดไม่ออก อุตส่าห์ตั้งความหวังมาทั้งอาทิตย์ว่าจะได้ไปเดินเที่ยวชอปปิ้งให้สนุก ทำไมถึงกลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้ และที่สำคัญเขายังหมายมั่นไว้แล้วว่าพรุ่งนี้จะตรงดิ่งไปที่ร้านกระเป๋าแล้วซื้อมันกลับมาถือให้กระแทกสายตาของคนบางคนด้วย แบบนี้ก็อดหมดกันพอดี
"แล้วพี่โบรีล่ะครับ ต้องตามไปกับพวกผมด้วยเลยรึเปล่า"
"ก็ต้องตามไปค่ะ แต่พวกพี่จะว่างครึ่งวันเช้า"
เด็กหนุ่มได้แต่นึกอิจฉาอีกฝ่ายจนเดินไปถึงหน้าลิฟต์ที่หญิงสาวจะต้องโดยสารกลับไปข้างล่างแล้วจู่ๆก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"งั้นผมฝากพี่โบรีซื้อกระเป๋าให้หน่อยได้ไหมครับ"
แจจุงนั้นเปิดดูแคตตาล๊อคกระเป๋าจากในอินเตอร์เนตจนจำได้ขึ้นใจแล้วว่าใบที่ต้องการเป็นรุ่นไหนจึงบอกอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ขาดก็แต่ราคาเท่านั้นที่ยังไม่รู้ก็เลยกวาดเทเอาเงินดอลล่าห์ที่แลกมาจากสนามบินให้ไปเกือบหมด
"ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เดี๋ยวพี่จะดูมาให้"
หญิงสาวรับคำให้ความมั่นใจ แล้วกล่าวเตือนเขาอีกทีให้ติดเอาเสื้อไปเผื่อไว้สำหรับสวมทับหลังเสร็จงานคืนนี้ด้วย แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้สนใจนัก เพราะอากาศก็ร้อนขนาดนี้ มันไม่น่าจะจำเป็นสักเท่าไหร่
~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~
แจจุงมานึกเสียดายและก็เสียใจจริงๆ ที่ไม่ได้ติดเสื้อมาเผื่อก็ตอนที่นั่งตัวสั่นอยู่ในรถตู้ระหว่างกลับโรงแรมที่พัก
งานในคืนนี้สำเร็จลงอย่างสวยงาม การแสดงของพวกเขาแม้จะมีจุดพลาดบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แฟนๆ ที่มาให้กำลังใจก็มากมายกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ ทำเอาแจจุงถึงกับทึ่งที่ได้ยินเสียงร้องเชียร์พวกเขาดังขนาดนั้น
ทุกอย่างดีหมด ยกเว้นก็แต่ตอนนี้ที่ต้องใส่เสื้อไม่มีแขน เปิดซิปลงมาถึงเอว กับเหงื่อเย็นๆที่พอโดนเครื่องปรับอากาศภายในรถเข้าไปก็ทำให้เขาแทบจะต้องนั่งสั่น แล้วไหนยังจะอาการปวดตุบๆที่ศีรษะกับความอ่อนล้าเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างจะร่วงลงไปกองรวมกันนี่อีก
"แจจุง เอาเสื้อนี่ใส่ไว้ก่อน"
มือบางปัดเสื้อนอกสีดำที่ยื่นมาตรงหน้าออกไปอย่างไม่ใยดีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่จะเงยขึ้นมองดูคนให้ รู้สึกหงุดงหงิดขึ้นมาทันใดกับความเอาใจใส่จากฝ่ายนั้น ....ทีแบบนี้มาทำเป็นห่วง ตอนอยู่ในงานไม่เห็นจะเหลียวแลเขาเลยสักนิด เอาแต่คุยกับคนโน้นคนนี้เขาไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิฟฟานี่ที่ท่าทางจะคุยถูกคอกันเสียเหลือเกิน คุยกันซะจนเหมือนมองไม่เห็นหัวเขาเลยด้วยซ้ำ
"คืนนี้ก็ไม่ต้องออกไปไหนกันแล้วนะ รีบเข้านอนกันเลยพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า"
แจจุงย่นจมูกเมื่อเดินตามกันลงจากรถผ่านกลุ่มแฟนคลับเข้าไปในตัวโรงแรมแล้วผู้จัดการก็หันมาย้ำอย่างที่บอกไปตั้งสองครั้งแล้วหลังออกมาจากงาน สรุปว่าพรุ่งนี้พวกเขาก็หมดโอกาสไปเที่ยวกันจริงๆ อย่างที่โบรีบอก
"พี่แจจุง งั้นคืนนี้เราแคนเซิลไปก็แล้วกันนะ"
แจจุงงงไปนิดกับสิ่งที่ยูชอนหันมากระซิบบอก ต้องเค้นหัวสมองที่กำลังปวดตุบๆ อยู่เป็นครู่กว่าจะนึกออกว่ารุ่นน้องหมายถึงแผนการลงไปสำรวจคลับใต้ดินของโรงแรมแห่งนี้ที่คิดกันเอาไว้เมื่อบ่าย ตอนก่อนจะได้รู้ว่าพรุ่งนี้พวกเขามีงานกันตั้งแต่เช้า
มือบางยกขึ้นบีบต้นแขนและหัวไหล่ที่อ่อนล้าของตัวเองแล้วก็เห็นด้วยว่าคืนนี้คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ซุกตัวเข้าไปในเตียงอุ่นๆแล้วหลับสนิทจนถึงเช้าอีกแล้ว
"อืม...ฉันก็ว่า...." เด็กหนุ่มชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นสายตาคมปลาบของใครบางคน ฉับพลันประโยคที่คิดจะพูดเมื่อครู่ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง "ไม่เอา พรุ่งนี้ก็อดเที่ยวแล้ว วันนี้ก็ยิ่งต้องไปสิ"
"โธ่ พี่แจจุง ผมเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไว้ค่อยไปวันหลังเหอะ"
"แล้ววันหลังจะได้มาที่นี่อีกมั้ยล่ะ"
แจจุงรั้งแขนเด็กหนุ่มรุ่นน้องเอาไว้ เพื่อให้คนที่ยืนรอลิฟต์อยู่ด้วยกันตรงนั้นได้ก้าวเข้าไปก่อน อาศัยข้ออ้างลิฟต์เต็มลากแขนยูชอนไปที่ลิฟต์อีกตัว และก็แน่นอนว่าแทนที่จะกดหมายเลขชั้นที่พัก ปลายนิ้วเรียวก็กระแทกไปที่ปุ่มรูปปลายลูกศรชี้ลงเพื่อไปยังชั้นล่างสุด
"พี่แจจุง ....ผมอยากนอนแล้ว กลับห้องกันดีกว่าน่า"
แจจุงทำเสียงขึ้นจมูกก่อนจะดีดนิ้วใส่หน้าผากกว้างๆของคนเป็นน้อง แค่เห็นตาปรอยๆที่มองตามเจ้าโลมาน้อยที่ขึ้นลิฟต์ไปก่อนก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวไม่ได้คิดจะขึ้นไปนอนอย่างที่บอก นึกว่าเขารู้ไม่ทันหรือไง
เด็กหนุ่มไม่สนใจเสียงงึมงัมประท้วงไม่เต็มใจของเพื่อนร่วมทาง ยืนยันความตั้งใจของตัวเองด้วยการทั้งฉุดทั้งลากร่างโปร่งให้ตามไปด้วยกันจนถึงที่หมาย
คลับใต้ดินไม่ใหญ่โตเท่ากับที่คิดไว้ แต่บรรยากาศก็ดูดีสมกับความหรูหราของโรงแรม เด็กหนุ่มเพ่งมองไปรอบๆ จนสายตาเริ่มชินกับแสงสว่างที่น้อยกว่าปกติขึ้นมาบ้างแล้วจึงเลือกเดินตรงไปยังบาร์ด้านในสุด ก้าวขึ้นไปนั่งบนสตูลทรงสูงตรงหน้าเคาน์เตอร์ยาวก่อนจะหันไปใช้สายตาบอกคนข้างๆให้ทำหน้าที่สั่งเครื่องดื่ม
"คนละแก้วก็พอนะพี่"
"อืม"
ที่จริงแล้วแจจุงก็ไม่มีอารมณ์จะดื่มเหมือนกัน เพราะตอนนี้เขาเองก็ปวดหัว อยากกลับไปนอนมาก ถ้าไม่เป็นเพราะอยากเอาชนะคนบางคนก็คงไม่ทนฝืนสังขารลงมาถึงที่นี่
"เมื่อไหร่พี่จะยอมคุยกับพี่ยุนโฮเขาซะทีล่ะ เรื่องเล็กนิดเดียว ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนี้เลย"
"เรื่องเล็กที่ไหน ซื้อรถทั้งคันนะ ไม่ยอมบอกกันสักคำ เห็นฉันเป็นหัวหลักหัวตอหรือไง"
มือบางคว้าเอาแก้วทรงป้อมที่มีน้ำสีอำพันบรรจุอยู่เพียงครึ่งขึ้นมากระดกดื่มรวดเดียวหมด จนไอร้อนที่เกิดจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ดีกรีสูงแผ่ซ่านตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า พาเอาสมองที่มึนตื้ออยู่แล้วยิ่งหมุนคว้าง นัยน์ตาพร่ามัวล่องลอยไปพบดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่มองตรงมา ก่อนจะต้องขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเจ้าของดวงตาคู่นั้นผงกศีรษะให้เป็นเชิงทักทายพร้อมกับยกแก้วในมืออย่างเชื้อเชิญ
บาร์เทนเดอร์ผมทองยื่นแก้วเครื่องดื่มแบบเดียวกันกับที่เขาเพิ่งดื่มหมดไปลงมาตรงหน้า ก่อนจะพยักเพยิดไปยังชายหนุ่มคนนั้นพร้อมกับพูดอะไรสองสามคำที่แจจุงฟังไม่ออก แต่ก็พอจะรู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไรจึงคว้าแก้วขึ้นมาชูให้ฝ่ายนั้นบ้าง
"ไม่เอาน่า พี่แจจุง"
แจจุงทำเมินกับเสียงห้ามปรามของยูชอน ยกเครื่องดื่มขึ้นจรดริมฝีปากแล้วดื่มรวดเดียวหมดเช่นเดิมก่อนจะส่งยิ้มที่คิดว่ามันน่าจะดูท้าทายหรือไม่ก็ยั่วยวนตามความเข้าใจของตัวเอง
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกผู้ชายด้วยกันทำตาเยิ้มใส่ แต่เป็นครั้งแรกที่นึกอยากจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไปบ้าง ที่ผ่านมาแจจุงเองยังรู้สึกแปลกๆ เวลามีคนบอกว่าเขามีเสน่ห์ดึงดูดต่อทั้งเพศหญิงและเพศชาย สำหรับกรณีผู้หญิงนั้นก็ชวนให้ภาคภูมิใจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ส่วนผู้ชายกลับทำให้อดขนลุกไม่ได้ ทั้งๆที่คนที่เขารัก ....ยุนโฮ เองก็เป็นผู้ชาย ทว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อสายตาและสัมผัสที่ฝ่ายนั้นมีให้กลับต่างจากที่รู้สึกกับใครๆ ไปอีกเป็นคนละเรื่อง
แต่ตอนนี้คนๆนั้นก็ไม่สนใจเขาอีกแล้ว
เครื่องดื่มแก้วใหม่ถูกวางลงแทนที่แก้วเดิมที่ว่างเปล่า และแจจุงก็ไม่รีรอที่จะหยิบมันขึ้นมา ปล่อยให้เสียงทักท้วงของน้องชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ผ่านหูไปโดยไม่สนใจ หันไปจดจ่ออยู่กับการดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าจนไม่ทันนับว่ามันเท่าไหร่ สนุกกับการได้ส่งยิ้มใส่ตาเป็นประกายคู่นั้นที่มองมาที่เขาอย่างไม่วางตา
กว่าจะสำนึกได้ว่าเล่นจนเกินขอบเขตก็ตอนที่ร่างสูงใหญ่ของชายผู้เป็นเจ้ามือเลี้ยงเครื่องดื่มลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินตรงเข้ามาหา แจจุงที่มึนจนแทบจะประคองศีรษะเอาไว้ไม่อยู่รีบเอนตัวไปข้างๆอย่างหวังจะพึ่งเจ้าน้องชายที่มาด้วยกัน แต่แล้วก็พบว่าที่นั่งข้างกายกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของยูชอน
ร่างบางรีบขยับลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก และความเคลื่อนไหวรวดเร็วนั้นก็ฉุดพาให้หัวที่มึนตื้อยิ่งหมุนคว้างจนไม่อาจสั่งการให้ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนักตัวเองเอาไว้ได้อีกต่อไป
.
.
.
.
"......"
"....ไม่สบายแล้วยังจะ...."
".....ถ้าเมื่อกี้เข้าไปไม่ทันจะว่าไง...."
แจจุงพยายามบังคับเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดขึ้นเพื่อมองดูว่าใครที่มาส่งเสียงกวนใจกันในเวลาที่เขาปวดหัวจนแทบระเบิดแบบนี้
แก้วตากลมใสจับได้เพียงภาพสีดำที่คล้ายจะเป็นเสื้อของใครสักคนที่คลุมอยู่บนตัวเขา ก่อนความวิงเวียนที่เกิดจากความเคลื่อนไหวที่เหมือนกำลังนอนอยู่ในเรือที่โคลงเคลงไปมาทำให้ต้องรีบปิดตาลงอีกครั้ง
"แล้วทำไมไม่บอกว่าแจจุงไม่สบาย"
"ผมก็เพิ่งจะรู้พร้อมๆกับพี่นี่แหล่ะ"
เสียงคุยโต้ตอบที่แม้จะเบาราวกับลอยมาจากที่ไกลๆ แต่แจจุงก็ยังจำได้ว่าเป็นเสียงของน้องชายร่วมวงกับผู้จัดการ ....นี่เจ้าน้องตัวดีถึงกับโร่ไปฟ้องผู้จัดการเลยเชียวหรือ แล้วเอาที่ไหนมาพูดว่าเขาไม่สบาย แค่มึนๆ นิดหน่อยเท่านั้น มาด่วนสรุปว่าเขาป่วยได้ยังไง
แจจุงฝืนลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อจะเถียงสองคนนั้น แต่ก็ทนเบิกตาขึ้นได้นานแค่พอเห็นช่วงลำคอกับแนวบ่าแกร่งที่กำลังเอนซบอยู่ ก่อนความวิงเวียนจะเข้าจู่โจมจนต้องหลับตาลงอย่างเดิม
เด็กหนุ่มเริ่มรับรู้ขึ้นมาทีละน้อยถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ทั้งเครื่องดื่มหลายแก้ว และชายผู้มีดวงตาสีน้ำเงินคนนั้น รวมทั้งสภาพของตัวเองในขณะนี้ที่น่าจะกำลังอยู่ในอ้อมแขนของใครสักคนที่อาจจะเป็นยูชอนหรือไม่ก็พี่จิน ....ไม่น่าเชื่อว่าสองคนนั้นจะอุ้มเขาไหว เพราะสำหรับผู้ชายที่สูงเท่ากัน จะให้แบกอีกคนที่ถึงภายนอกจะดูเอวบางอย่างเขา ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี
เด็กหนุ่ม ‘นอน' นิ่งๆ ฟังเสียงตุ้บๆ ของอะไรบางอย่างที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอข้างหู รู้สึกเพลินจนเกือบจะหลับไปทั้งอย่างนั้นถ้าไม่เป็นเพราะในที่สุดความเคลื่อนไหวเหมือนนอนอยู่บนเปลก็สิ้นสุดลง ก่อนแผ่นหลังจะสัมผัสกับผิวนุ่มนวลของที่นอน
อาการมึนงงและความรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวที่เข้าจู่โจมทำให้สติรับรู้ของแจจุงไม่แจ่มใสนัก รับรู้เพียงว่าต่อจากนั้นก็มีเสียงเปิดปิดประตูกับเสียงของคนสองสามคนคุยโต้ตอบกันอยู่ในที่ไกลๆ
มารู้ตัวอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างคล้ายๆ กับเสียงรูดซิป ตามมาด้วยความเยือกเย็นที่เข้าจู่โจมผิวกาย รับรู้ได้เดี๋ยวนั้นว่าใครสักคนกำลังถอดเสื้อของเขา ปฏิกิริยาที่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติเลยป็นการผลักมือคู่นั้นออก แม้สมองส่วนหนึ่งจะบอกว่าคนๆนี้คงเป็นพี่จินหรือไม่ก็ยูชอน แต่แจจุงก็ยังดิ้นหนี เพราะสำหรับเขาแล้วคนที่จะยอมให้ชิดใกล้ได้ขนาดนี้มีเพียงแค่คนเดียว
"เช็ดตัวหน่อยนะแจจุง นายตัวร้อนมาก"
เสียงทุ้มอ่อนโยนกระซิบเบาๆริมหู สะกดให้แจจุงนิ่งงันด้วยความประหลาดใจ
ยุนโฮ? ใช่ยุนโฮรึเปล่า?
คงไม่ใช่หรอก ก็คนๆนั้นไม่สนใจเขาแล้ว จะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
แจจุงเริ่มยอมรับว่าตัวเองคงป่วยไปแล้วจริงๆ ถึงได้เลอะเลือนคิดว่าพี่จินหรือไม่ก็ยูชอนจะกลายเป็นยุนโฮไป แต่ถึงอย่างนั้นร่างบางก็ยอมอยู่นิ่งๆ ให้ผ้าอุ่นชื้นในมือของใครคนนั้นได้ลากไล้ผ่านแผ่นอกและลำคอ จนความร้อนที่สุมรุมอยู่คลายลงไป สบายตัวขึ้นจนเกือบจะหลับไปอีกครั้ง
"ให้กินยาด้วยเลย ไข้จะได้ลดเร็วๆ"
เสียงร้องสั่งที่คราวนี้ฟังชัดเจนว่าเจ้าของเสียงไม่ใช่ใครนอกจากผู้จัดการทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือก พยายามดิ้นหนีอีกครั้งเมื่อได้ยินคำว่ายา แต่ก็ไม่พ้นอุ้งมือใหญ่ที่กุมสองข้างแก้มของเขาไว้พร้อมกับกดลงมาที่ขากรรไกรจนต้องยอมรับเม็ดยาขมๆเข้าไปในปาก
เด็กหนุ่มทรมานกับความขมที่ชวนให้รู้สึกขยักย้อน จะกลืนก็ไม่ยอมลงคอจึงขยับจะพ่นมันทิ้งไป แต่ก่อนจะได้ทำอย่างนั้นอะไรบางอย่างที่อุ่นและนุ่มก็ประกบลงมา มอบสายน้ำเย็นที่ช่วยพัดพาเอาเม็ดยาให้ล่วงผ่านลำคอ และยังกวาดกลืนเอาความขมออกจากปลายลิ้นด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนโยนแบบที่รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
"เดี๋ยวก็ติดหวัดหรอก"
แจจุงไม่รู้ว่าพี่จินร้องดุใคร แต่ก็รู้สึกเสียดายสัมผัสนั้นเมื่อถูกจับให้เอนตัวลงนอน
น่าแปลกที่พอได้ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นจริงๆ แจจุงกลับหนาวสะท้านจนต้องงอเข่ากอดตัวเองเอาไว้ ที่เขาว่าเวลาไม่สบายแล้วจะรู้สึกอ่อนแอกว่าปกติก็คงจริง เพราะในตอนนี้ความผ่าวร้อนในทรวงอกกำลังไหลเลื่อนไปที่ดวงตาให้กลายเป็นหยดน้ำที่เกินจะกักเก็บเอาไว้ ทั้งเสียใจและน้อยใจประเดประดังกันเข้ามาอย่างห้ามไม่อยู่
"....นายมันแย่ที่สุด ....ยุนโฮ"
เด็กหนุ่มพึมพัมกล่าวโทษทั้งที่รู้ว่ายังไงเจ้าตัวก็ไม่มีทางได้ยิน
สิ่งสุดท้ายที่รับรู้ได้ก่อนผลอยหลับไปคืออ้อมแขนแข็งแกร่งของใครบางคนที่โอบล้อมเขาเอาไว้ อาจจะเป็นพี่จินหรือไม่ก็ยูชอน หรือไม่ก็เป็นแค่ความฝัน ....ฝันที่ยุนโฮจุมพิตเบาๆบนหน้าผาก เช็ดรอยน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยนกับเสียงทุ้มที่พร่ำกระซิบอย่างแผ่วเบา
"....ฉันขอโทษ...."
-To be continue-
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เอิ่ม ก่อนอื่นขอแก้ตัวว่าอย่าเพิ่งเคืองกันเลยนะคะที่บอกว่าจะต่อเรื่องยาว แต่ดันมาเขียนฟิกสั้นซะงั้น โปรดอภัยให้กับอารมณ์ชั่ววูบของเราด้วยนะค้า T^T
ที่จริงตั้งใจจะเขียนฟิกปลอบใจคนที่กำลังนอยกันอยู่ตอนนี้ แต่เขียนไปเขียนมาก็ชักลังเลแล้วล่ะ ว่าจะปลอบหรือจะยิ่งทำให้นอยกันแน่นะเนี่ย เรื่องข่าวช่วงนี้เราก็ได้ยินบ้างเหมือนกันค่ะ แล้วก็ยอมรับว่าลึกๆก็แอบนอยเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม(คำเชื่อมจะวิชาการไปมั้ย) เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเรื่องจริงๆ มันเป็นยังไง สำหรับเราเชื่อว่าสิ่งที่เป็นจริงก็คือความผูกพันที่พวกเขามีต่อกัน ไม่ใช่เฉพาะแต่ยุนแจ แต่หมายถึงน้องๆ ทั้งห้าคนเลย ความรักความผูกพันแบบครอบครัวของพวกเขาเราเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง และไม่ว่าจะยังไง เขาจะกำลังอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ พวกเขาก็ยังเป็นทงบังชินกิที่เรารักเหมือนเดิม
ฟิกนี้ใช้เวลาเขียนน้อยที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมาเลยล่ะ นั่งเขียนตอนห้าทุ่ม เสร็จเมื่อกี้นี้เอง อ่านทวนไปรอบเดียวคงจะมีคำผิดเยอะแน่ๆ ยังไงก็ขอโทษเอาไว้ล่วงหน้าเลยก็แล้วกันนะคะ ตอนนี้ขอตัวไปนอนก่อน ส่วนพาร์ทจบจะตามมาในเร็ววัน
มาต่อเร็วๆนะคะ
โดยเฉพาะเรื่องยาว แต่เรื่องสั้นก็อย่าลืมมาต่อล่ะ อิอิ
ดีใจมั๊กเลย ที่บล็อกนี้อัพ ฮี่ๆๆๆๆ
สู้ๆต่อไปน้า
#1 By @BearHUG's home on 2008-05-24 10:39