[Fic] The Day We Find Love : Part 18

posted on 27 Jul 2008 00:32 by almond-meringue  in The-Day-We-Find-Love
 

Title : The Day We Find Love

Author : lovejae  (Almond Meringue)

Couple : Yunho x Jaejoong, Yuchun x Junsu

Rating : PG-15

Status : Part 18 [End]

Author's Note : ตอนจบแล้ววววววววววววววววววว !!!!!!!!!!

 

~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~

 

Part 18 : Only  Love

 

 

 

 

"พี่แจจุง .....พี่แจจุง"

 

แจจุงขยับตัวกับแรงกระตุกเบาๆจากปลายแขนเสื้อ เหลือบตาดูจุนซูที่ยื่นหน้าข้ามเบาะเข้ามาหา ถึงรู้ว่าตอนนี้รถตู้พาพวกเขามาถึงบริษัทแล้ว เด็กหนุ่มผงกศีรษะรับรู้พลางใช้ปลายนิ้วดันแว่นสีชาให้เลื่อนขึ้นชิดใบหน้าก่อนจะก้าวตามออกจากรถ หันไปทางอีกสองคนที่ล่วงหน้าลงไปยืนรออยู่ก่อนก็เจอกับสายตาห่วงใยไม่ต่างกัน เรียวปากอิ่มเลยต้องกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มโดยอัตโนมัติ รู้ว่าคงเป็นยิ้มที่ฝืดเฝื่อนเต็มทีแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านั้นจริงๆ

 

"ไปรอที่ห้องประชุมชั้นสี่"

 

ชายผู้ทำหน้าที่ดูแลพวกเขาหันมาบอกแค่นั้นแล้วเดินไปอีกทาง แจจุงเลยก้าวนำคนที่เหลือ ผ่านประตูกระจกบานเลื่อนอัตโนมัติตรงดิ่งไปที่ลิฟต์โดยไม่รอใคร จงใจเบียดเข้าไปพร้อมคนกลุ่มใหญ่จนได้เป็นผู้โดยสารคนสุดท้าย ทิ้งให้อีกสามคนที่ตามหลังมาต้องยืนรอต่อ น่าขายหน้าที่ต้องหลบหนีราวกับคนขี้ขลาด แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าเขายังไม่กล้าสู้หน้าบรรดาน้องชายร่วมวงจริงๆ

 

เมื่อคืนพอกลับถึงอพาร์ทเมนท์ จุนซูยูชอนและชางมินก็นั่งรอเขาอยู่ในห้องนั่งเล่นแล้ว แน่นอนว่าทั้งสามคนต้องอยากรู้เรื่องจากปากเขา แต่พอเขาบ่ายเบี่ยงขอตัวพักผ่อนก็ไม่มีใครเซ้าซี้ถาม กลับยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ ทั้งที่พวกนั้นมีสิทธิ์จะรู้และมีสิทธิ์จะโกรธจะเกลียดเขา นั่นต่างหากที่เขาสมควรได้รับ ไม่ใช่การตบไหล่อย่างเข้าอกเข้าใจและสายตาห่วงใยแบบนั้น

 

และในขณะที่น้องชายทั้งสามคนทำราวกับความผิดนี้มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ใครบางคนที่คิดว่าจะเข้าใจและยอมรับฟังเขากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ตั้งแต่ออกจากโรงพักยุนโฮก็ไม่พูดกับเขาอีกเลยแม้แต่คำเดียว และหลังจากเจ้าตัวขับรถออกไปส่งผู้จัดการกลับที่พัก ก็ไม่ได้กลับมาเลยทั้งคืน

 

แจจุงถอนใจเบาๆ พลางบังคับสายตาให้ก้มลงมองอยู่แต่เฉพาะปลายเท้าของตัวเอง ถึงไม่หันไปดูก็รู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีดวงตาหลายคู่กำลังจ้องตรงมา ซึ่งมันก็ไม่แปลก เพราะต่อให้ผู้โดยสารเกือบทั้งหมดในลิฟต์จะเป็นพนักงานออฟฟิศทำงานด้านเอกสารที่เขาไม่รู้จัก แต่เชื่อได้เลยว่าเกินครึ่งรู้จักเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ข่าวเช้าของสถานีโทรทัศน์ทุกช่องรวมทั้งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับพากันเสนอข่าวเรื่องเมื่อคืนกันอย่างถ้วนหน้า นาทีนี้ต่อให้คนที่ไม่เคยรู้จักทงบังชินกิก็คงจะได้ข่าวนักร้องนำของวงที่ชื่อยองอุงแจจุงถูกเชิญตัวไปโรงพักกันหมดแล้ว

 

พาหนะโดยสารรูปกล่องสี่เหลี่ยมเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าจนถึงชั้นสี่อันเป็นที่หมายของทั้งเขาและพนักงานส่วนใหญ่ แต่ก่อนจะก้าวออกไป แจจุงก็เปลี่ยนใจเบี่ยงตัวหลบให้คนข้างหลังออกไปก่อน รอจนบานประตูโลหะเลื่อนกลับเข้าหากันจึงเอื้อมมือไปกดหมายเลขชั้นถัดไป ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปทำอะไรที่นั่น แต่ยังไงมันก็น่าจะดีกว่าต้องไปทนนั่งรอคณะกรรมการของบริษัทที่กว่าจะมาถึงห้องประชุมก็คงอีกนาน และก่อนจะถึงตอนนั้นเขาก็อาจจะขาดใจตายด้วยความรู้สึกผิดต่อเพื่อนร่วมวงที่นั่งอยู่ด้วยกันไปแล้ว

 

ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ร่างโปร่งบางก็ก้าวออกไปยืนอยู่กลางทางเดินที่ว่างเปล่า หันมองซ้ายขวาครู่หนึ่งถึงค่อยจำได้ว่าชั้นนี้มีแต่สตูดิโอถ่ายภาพกับห้องซ้อมของคลาสระดับกลางและระดับต้น จึงไม่แปลกที่ยังไม่เห็นใครในเวลาเช้าขนาดนี้

 

ดวงตากลมโตเลื่อนไปยังประตูไม้บานใหญ่ที่อยู่ใกล้สุดแล้วขาทั้งสองข้างก็ก้าวตรงเข้าไปหาเองราวกับมีแรงดึงดูด มือบางแตะลงบนบานประตูเก่าคร่ำของห้องซ้อมระดับต้นที่เด็กฝึกหัดทุกคนรู้ดีว่ามันเปิดยากแค่ไหน แล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่ามันเพียงแค่งับปิดเอาไว้ ไม่ได้ปิดสนิทอย่างที่คิดในตอนแรก ลองเงี่ยหูฟังดูแล้วไม่ได้ยินเสียงเพลงหรือเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา แจจุงจึงออกแรงผลักบานประตูนั้นเข้าไป หมายใจจะเข้าไปยืนดูวิวฆ่าเวลา.....ไม่ได้เตรียมใจล่วงหน้าเลยว่าจะเข้าไปพบใครบางคนอยู่ในนั้น

 

ร่างบางยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกสาป จะหันหลังกลับก็ไม่ทันเพราะเสียงออดแอดของบานพับประตูเรียกคนที่ยืนอยู่ด้านตรงข้ามของห้องให้หันมาเห็นเขาเสียแล้ว ...

 

แดดอ่อนยามเช้าที่ส่องผ่านเข้ามาทางผนังกระจกบานยาว ก่อเป็นแสงเงาบดบังใบหน้าที่เบือนกลับมาจนมองเห็นกันได้ไม่ชัด ยิ่งบวกกับเลนส์สีเข้มที่บดบังดวงตาอยู่ แจจุงก็เลยไม่รู้ว่ายุนโฮกำลังมีสีหน้าแบบไหน อาจจะหงุดหงิดรำคาญใจที่จู่ๆ เขาก็โผล่เข้ามา หรืออาจจะเฉยเมยเย็นชาไม่สนใจเขาเหมือนเมื่อคืน .....แต่ไม่ว่าจะยังไง เด็กหนุ่มก็รู้ว่าเขาจะยืนอยู่เฉยๆอย่างนี้ไปตลอดกาลไม่ได้ หรือแม้แต่จะผละถอยหลังออกไปก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน

 

"เอ่อ.....หวัดดียุนโฮ ...นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่"

 

"สักพักแล้ว"

 

ยืนทรมานกับความเงียบที่น่าอึดอัดอยู่อีกเป็นครู่ แจจุงก็ตัดสินใจเดินตรงเข้าไปยังที่ว่างข้างๆร่างสูง มองไปนอกบานกระจกใสแบบที่ฝ่ายนั้นทำ แต่ภาพวิวยามเช้าที่เห็นก็เพียงแค่ผ่านสายตา สมองกลับไม่รับรู้ถึงความสวยงามใดๆ เพราะมันกำลังเฝ้าแต่ครุ่นคิดจะหาทางออกไปจากความอึดอัดที่กำลังเผชิญอยู่ แทบไม่น่าเชื่อว่าครั้งก่อนตอนยืนเคียงข้างยุนโฮในจุดเดียวกันนี้ เขายังได้เป็นสุขใจอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของฝ่ายนั้น ฟังคำรักที่แสนอ่อนหวานจนเกือบจะได้บอกคำเดียวกันออกไป .....แต่มาวันนี้กลับเข้าหน้ากันไม่ติด แม้แต่บทสนทนาที่จะคุยกันก็ยังนึกไม่ออก

 

"ฉันกับนายเจอกันครั้งแรกในห้องนี้ นายจำได้มั้ย"

 

ดวงตากลมดำเหลือบมองคนข้างตัวอย่างแปลกใจ เพราะสิ่งที่ได้ยินมันผิดกับที่คิดไว้ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ เขานึกว่ายุนโฮจะเปิดฉากคุยเรื่องเมื่อคืน อาจจะตำหนิแบบตรงไปตรงมาอย่างที่พวกเขามักตักเตือนซึ่งกันและกัน หรืออาจจะเป็นอะไรก็ตามแต่ ที่ไม่ใช่การย้อนทวนความหลังด้วยหน้าตาเรียบเฉยจนอ่านไม่ออกแบบนั้น

 

"อืม จำได้"

 

แจจุงตอบกลับไปเบาๆ ไม่ได้กล่าวแก้ว่าอันที่จริงถ้าจะให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นการเจอหน้าและทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการมากกว่า เพราะเขารู้จักยุนโฮตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ในฐานะนักร้องฝึกหัดรุ่นพี่ที่มีความสามารถด้านการเต้นและร้องแรปจนผู้ใหญ่ให้ลองชิมลางด้วยการเป็นแรปเปอร์ให้ดาน่า

 

"ตอนใหม่ๆ พี่ฮีชอลเขาชอบมาเล่าให้ฟังว่านายบ่นเกลียดขี้หน้าฉัน"

 

เสียงทุ้มเอ่ยปนหัวเราะทำให้แจจุงได้แปลกใจอีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เพราะรอยยิ้มบนมุมปากของฝ่ายนั้น ก็ช่วยคลายความรู้สึกหนักๆ ที่ครอบคลุมอยู่ระหว่างพวกเขาลงไปได้มาก จนเด็กหนุ่มพอจะคลี่ยิ้มตอบกลับไปบ้าง

 

"ก็นายชอบมาจ้ำจี้จ้ำไชให้ฉันซ้อมอยู่เรื่อยนี่"

 

แจจุงย่นจมูกเล็กๆ เมื่อนึกถึงตอนแรกรู้จักที่เขาทั้งรำคาญและหมั่นไส้ยุนโฮอย่างจริงๆจังๆ ด้วยฝ่ายนั้นชอบมาเจ้ากี้เจ้าการ คอยเตือนคอยเคี่ยวเข็ญให้เขาขยันซ้อมยิ่งกว่าครูฝึกเสียอีก

 

"แล้วมันได้ผลมั้ยล่ะ ตอนหลังๆ นายก็ไม่ค่อยโดนบ่นแล้วนี่"

 

ศีรษะทุยสวยได้รูปผงกรับอย่างเสียไม่ได้ เพราะมันก็จริงอย่างที่ว่า เมื่อต้องเรียนในคลาสระดับสูงที่จำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานที่ดี แจจุงถึงเพิ่งรู้ซึ้งในน้ำใจและความหวังดีของยุนโฮ หลังจากนั้นความต่อต้านไม่ชอบหน้าถึงได้ค่อยๆเปลี่ยนไป จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

 

เด็กหนุ่มกำลังเริ่มคิดว่าเขากับยุนโฮอาจจะได้คุยกันดีๆ แต่แล้วจู่ๆ เสียงทุ้มก็กลับเปลี่ยนโทนไปเมื่อเอ่ยประโยคถัดมา

 

 "ฉันตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนเดบิวต์แล้ว ว่าจะรับผิดชอบวงของเราให้ถึงที่สุด"

 

ความหนักแน่นจริงจัง ในคำย้ำถึงความรับผิดชอบ ฟังสะดุดหูจนแจจุงต้องหันไปมองตรงๆ และก็พบกับความหมายอย่างเดียวกันบนใบหน้าของฝ่ายนั้น

 

"เรื่องคราวนี้ฉันจะรับผิดชอบแทนนายเอง"

 

"นายจะรับผิดชอบแทนฉัน?" แจจุงทวนซ้ำ นึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามจะสื่อถึงอะไรกันแน่ " ....หมายความว่าไง?"

 

ร่างสูงขยับกายเข้ามาใกล้ ชั่วแวบหนึ่งที่แจจุงคิดว่ามือใหญ่หนาจะเลื่อนขึ้นมาที่ใบหน้าของเขา แต่แล้วมันก็ถูกปล่อยทิ้งลงไปข้างตัว มีเพียงประกายในดวงตาเรียวรีที่มองเห็นผ่านแว่นสีชาเท่านั้น ที่ฉายแสงอ่อนโยนเกือบคล้ายกับที่จำได้ จะต่างออกไปก็ตรงที่คราวนี้มันเจือปนไปด้วยความเศร้าสร้อย สิ้นหวัง ราวกับคนเป็นเจ้าของได้ยอมตัดใจจากอะไรบางอย่าง

 

"ถ้าโชคดีพวกเราอาจจะแค่ถูกสั่งงดออกงานชั่วคราว แต่ถ้ากระแสสังคมแรงมากๆ วงเราอาจจะ....ถูกยุบ"

 

แจจุงได้แต่อึ้งไปอย่างอับจนถ้อยคำ จะว่าตกตะลึงในสิ่งที่ฝ่ายนั้นบอกก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะเขาเองก็รู้อยู่แล้ว รู้ดีอยู่แก่ใจว่าทางเลือกสำหรับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีไม่มากนัก ลำพังแค่เขาถูกตัดออกจากทงบังชินกิคนเดียวก็เกินจะทนรับได้ไหวอยู่แล้ว ถ้าหากวงถูกยุบทำให้อีกสี่คนที่เหลือต้องลำบากไปด้วย เขาคงไม่มีหน้าไปมองพวกน้องๆ และแฟนคลับได้อีกแน่ๆ

 

"ถ้าวันนี้คณะกรรมการมีมติจะยุบทงบังชินกิ .....ฉันจะรับผิดชอบลาออกเอง"

 

"นาย....นายบ้ารึเปล่ายุนโฮ"

 

แจจุงเบิกตามองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ แปลกใจทั้งการตัดสินใจของฝ่ายนั้น และประหลาดใจกับแรงสะเทือนในช่องอกของตัวเอง ที่มันเปลี่ยนจากความเฉื่อยชาอย่างที่เป็นมาตลอดหลายวัน ไปเป็นอีกจังหวะที่อ่อนหวานและหวิวไหวคล้ายกับมีแสงแห่งความหวังครั้งใหม่กำลังก่อตัวอยู่ในนั้น 

 

"นี่มันความผิดของฉัน นายเกี่ยวอะไรด้วย"

 

"ฉันต้องรับผิดชอบ ....ในฐานะหัวหน้าวง"

 

คำยืนยันหนักแน่นถึงเหตุผล ตอกย้ำลึกลงไปจนแจจุงเจ็บแปลบไปทั้งอกซ้าย สำนึกได้เดี๋ยวนั้นเองว่าส่วนลึกในใจแอบหวังให้ยุนโฮบอกว่าทำไปเพื่อเขา ....แต่มันก็เปล่า ....ยุนโฮไม่สนใจเขาอีกแล้ว ที่เจ้าตัวสนใจจริงๆมีแต่ทงบังชินกิเท่านั้น และก็อาจจะเป็นทงบังชินกิที่ไม่จำเป็นต้องมีเขาก็ได้

 

"เป็นหัวหน้าแล้วไง นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันจัดการเองได้ นายไม่ต้องยุ่ง!!!"

 

"ใช่!! เรื่องส่วนตัวของนาย......แต่เรื่องส่วนตัวของนายกำลังจะทำให้วงเดือดร้อน นายอยากทำอะไร ไม่ต้องนึกถึงวงก็ได้ แต่ฉันไม่ใช่!!"

 

เจ็บยิ่งกว่าโดนตบหน้ากับสายตาเย็นชาและถ้อยคำร้ายกาจที่ถูกกล่าวหา ร่างบางสั่นเทาด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเกินจะระงับไหว ความเสียใจที่ต้องทนรับรู้เรื่องของยุนโฮกับใครคนอื่น ความผิดหวังที่ฝ่ายนั้นหมางเมินไป ไม่สนใจเขาเหมือนอย่างเคย ความหวาดกลัวต่ออนาคตของตัวเองและวงทงบังชินกิที่สู้อุตส่าห์ร่วมฝ่าฟันด้วยกันมาหลายปี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องเผชิญและอดทนอยู่เพียงลำพังมาตลอดหลายวัน กลั่นตัวเป็นหยาดน้ำอุ่นร้อนที่วิ่งมาคลอในหน่วยตา

 

"ฉันน่ะเหรอไม่สนใจวง!!! แล้วนายคิดว่าที่ฉันต้องอดทนอยู่ทุกวันนี้มันเพราะอะไร!!!"

 

แจจุงแหวี่ยงกำปั้นใส่ไหล่กว้างอย่างไม่ยั้ง แม้แรงปะทะจะสะท้อนกลับมากระแทกใส่มือตัวเองก็ไม่ยอมหยุด เพราะมันยังไม่เท่ากับที่อยากจะให้ยุนโฮได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดเหมือนเขาบ้าง ยิ่งร่างสูงเพียงแค่ปัดป้องโดยไม่ตอบโต้กลับ เด็กหนุ่มก็ยิ่งเหวี่ยงทั้งแขนทั้งขาออกไป แต่ก็ทำร้ายฝ่ายนั้นได้แค่เล็กน้อยเมื่อร่างสูงขยับเพียงนิดก็รวบตัวเขาไว้ได้ ตรึงทั้งแขนทั้งร่างให้จนมุมอยู่ในวงแขนแข็งแกร่งนั้น

 

ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากอ้อมกอด กลายเป็นสิ่งพังทำนบที่แจจุงพยายามก่อเอาไว้ให้พังทลายลงอย่างราบคาบ เด็กหนุ่มปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น หมดแรงประท้วงหรือต้านทานเมื่ออุ้งมือใหญ่ดึงเอาแว่นที่สวมไว้ออกไป แล้วปลายนิ้วอุ่นก็เกลี่ยไล้เช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา

 

"ขอโทษ ....แจจุง ...ฉันขอโทษ ...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้น"

 

ดวงหน้าเรียวเบือนหลบลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดลงบนแก้มเมื่อคนร่างสูงโน้มมากระซิบปลอบ พอได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยน ความกรุ่นโกรธในใจก็เริ่มจะเปลี่ยนรูปไปเป็นความแง่งอนโดยไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มบิดข้อมือข้างที่ยังพอขยับได้ กระหน่ำทุบลงไปบนร่างสูงใหญ่ไม่ต่างจากการอาละวาดของเด็กๆ

 

"ฉันอุตส่าห์อดทน ...ฮึก....อดทนทุกอย่าง...." แจจุงสะอื้นฮัก ความในใจที่แอบซ่อนไว้หลั่งไหลพรั่งพรูไม่ต่างจากน้ำตา "....ฉันอุตส่าห์พยายามตัดใจไม่รักนาย....พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน  .....นายยังว่าฉัน ....นายมัน ....นายมัน .....ฉันเกลียดนาย!!!"

 

"นายว่าอะไรนะแจจุง"

 

แจจุงนิ่วหน้ากับแรงบีบจากอุ้งมือใหญ่ที่เลื่อนขึ้นมากุมไหล่ทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ ความแปลกใจที่ถูกดันตัวออกจากวงแขนแกร่งอย่างกระทันหัน ยังไม่เท่ากับแปลกใจในคำถามและดวงตาตื่นเต้นยินดีที่มองสบมา  ที่รู้ๆคือเขากำลังตะโกนต่อว่าฝ่ายนั้นอยู่....ยุนโฮดีใจที่ถูกเขาเกลียดขนาดนั้นเชียวหรือ?

 

"ฉัน-เกลียด-นาย"

 

ทวนซ้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำให้ได้ฟังใหม่สมใจ แต่ปฏิกิริยาตอบกลับที่ได้กลายเป็นรอยยิ้มกว้างขวางพร้อมกับการส่ายหน้าปฏิเสธ

 

"ไม่ใช่ .....ก่อนหน้านั้นน่ะ นายบอกว่านายพยายามตัดใจไม่รักฉันใช่ไหม"

 

แจจุงชะงักกึก พอรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดอะไรออกไป ความอับอายก็เข้ามาแย่งที่ความโกรธไปจนหมด ที่กล้าตะโกนใส่อีกฝ่ายปาวๆ ก็กลับอยากจะหดตัวให้เล็กลงเพื่อแทรกแผ่นดินหนี .....แต่พอคิดอีกที ถึงประโยคนี้จะโจ่งแจ้งจนแม้แต่เด็กยังฟังเข้าใจ มันก็ไม่น่าจะมีความหมายอะไรอีกแล้ว ในเมื่อตอนนี้ยุนโฮมีคนอื่นเป็นตัวเป็นตน และเขาก็กำลังจะถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกของทงบังชินกิในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

"ใช่!! แล้วนายจ...."

 

ถ้อยคำที่เหลือถูกกลืนหายไปด้วยริมฝีปากอุ่นที่ทาบลงมาประทับปิดเอาไว้ แรงกดหนักหน่วงจนแนวฟันคมๆ ขบผิวเนื้ออ่อนด้านในให้รับรู้ได้ถึงรสแปร่งปร่าที่ปลายลิ้น ทว่าแทนที่จะผลักอีกฝ่ายออก แจจุงก็กลับโอบรัดรอบลำคอของคนร่างสูงเอาไว้ ....ไม่มีความลังเล ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดใด เพราะหัวใจมันยอมจำนนไปแล้วกับความจริงที่ว่าเขาคิดถึงอ้อมกอดนี้เหลือเกิน

 

เรียวลิ้นร้อนที่รุกล้ำเข้ามาในโพรงปาก จาบจ้วงรุนแรงกว่าที่เคย ดูดรั้งกวาดกลืนเอาความหอมหวานทุกหยาดหยดอย่างหิวกระหาย กว่าจะรู้ว่าเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจเกินไป เรียวปากนุ่มที่ถูกบดเบียดอย่างหนักก็บวมช้ำ ริมฝีปากอันร้อนแรงจึงผละออกไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยกดประทับลงมาใหม่บนผิวแก้มเปียกชื้น จูบไล้แผ่วเบา ซึมซับทุกหยาดน้ำตาแทนคำขอโทษและคำปลอบใจ ที่แจจุงได้แต่กอดรัดแผ่นหลังกว้างเอาไว้เพื่อให้ฝ่ายนั้นรู้ว่าเขาไม่ได้ถือโกรธ ....ตรงกันข้าม .....แจจุงกลับดีใจ .....ดีใจที่ได้รู้ว่าฝ่ายนั้นเองก็โหยหาและยังต้องการในตัวเขา

 

เด็กหนุ่มเอนศีรษะลงบนบ่ากว้าง ไม่หลบเลี่ยงหรือแม้แต่จะเอนหนีปลายจมูกโด่งกับริมฝีปากอุ่นที่ยังตามมาคลอเคลียกับผิวแก้มอยู่ไม่ห่าง ปล่อยพิงน้ำหนักทั้งหมดไว้กับร่างสูง ให้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลัง ผ่อนคลายสบายใจจนแม้แต่ปัญหาที่รออยู่ก็ยังดูเล็กน้อยและห่างไกลออกไป

 

"แจจุง...แจจุง .....นายก็รักฉันใช่มั้ย"

 

เสียงทุ้มพร่ำกระซิบอย่างเปี่ยมสุขทำเอาแจจุงหมั่นไส้จนต้องกำหมัดทุบลงไปบนอกกว้าง ค่าที่ยังจะเซ้าซี้ทั้งที่ก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว และอีกอย่างคือเขามากกว่าที่ควรจะเป็นคนถามคำถามนั้น เพราะฝ่ายที่เปลี่ยนใจไปคบคนอื่นคือยุนโฮต่างหาก ไม่ใช่เขา

 

"นายยังไม่ต้องตอบก็ได้...." เสียงทุ้มเจือรอยหัวเราะกระซิบเบาๆ ก่อนริมฝีปากอุ่นจะกดลงมาเร็วๆแรงๆ ที่แก้มเนียนอย่างจะแกล้ง ".....ตอนนี้เรารีบไปกันก่อนเถอะ"

 

ร่างบางขืนตัวไว้นิดๆ เมื่อถูกอุ้งมือใหญ่จับจูงพาออกไปจากห้อง ไม่ได้อิดออดเพราะอาลัยความอบอุ่นจากอ้อมกอด แต่เขายังไม่อยากลงไปนั่งรอในห้องประชุมนั่นจริงๆ

 

....แต่ยุนโฮก็ไม่ได้รีบไปที่ห้องประชุมอย่างที่เข้าใจ เพราะแทนที่จะลงบันไดไปชั้นล่าง ร่างสูงก็กลับพาเขากดลิฟต์ไปยังชั้นสูงสุดของอาคาร

 

"นายจะพาฉันไปไหน"

 

อันที่จริงแจจุงก็ถามไปอย่างนั้นเอง เพราะเพียงแค่แรงบีบกระชับจากมือที่กุมกันไว้ กับรอยยิ้มอย่างมั่นใจของฝ่ายนั้น ก็ทำให้วางใจจนยอมตามไปทุกที่อยู่แล้ว และเด็กหนุ่มก็ทำอย่างที่คิดจริงๆ จนกระทั่งพวกเขาไปยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องที่ไม่สมควรจะมาที่สุดในตอนนี้

 

"คุณอีลงไปที่ห้องประชุมรึยังครับพี่มินอา"

 

"ยังค่ะ ท่านยังอยู่ข้างใน"

 

"งั้นผมขอเข้าพบหน่อยได้ไหมครับ"

 

แจจุงมองตามหลังหญิงสาวที่หายเข้าประตูไปแล้วรีบกระตุกมือบอกยุนโฮให้เปลี่ยนใจถอยกลับไปตามทางเดิม แต่ร่างสูงก็ยังเอาแต่ยิ้มโดยไม่ยอมขยับเขยื้อน จนในที่สุดเมื่อเลขาของอีซูมานออกมาบอกว่าพวกเขาสามารถเข้าพบได้ แจจุงก็ต้องก้าวตามแรงดึงเข้าไปด้านในอย่างไม่สู้จะเต็มใจเท่าไหร่นัก

 

ชายร่างท้วมนั่งรอพวกเขาอยู่ที่โซฟาหุ้มไหมแล้ว แจจุงที่ยังสลัดมือที่กุมไว้ไม่ออกก็เลยต้องก้มหน้าก้มตาไปทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่มีทางเลือก

 

"เอ้า มีอะไรก็ว่ามา"

 

แจจุงอดสะดุ้งไม่ได้เมื่อดวงตาคมกริบมองลอดแว่นมายังมือของเขากับยุนโฮที่ยังคงเกาะกุมกันเอาไว้ เด็กหนุ่มเหลือบดูคนข้างตัวอย่างกังวลใจ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหตุผลของการมาที่นี่เหมือนกัน

 

"ผมกับแจจุงรักกันครับ"

 

ร่างบางกระเด้งผุดลุกขึ้นยืนในทันควัน สองตาเบิกค้างอย่างไม่อยากเชื่อว่าคนร่างสูงพูดอะไรออกมา ยุนโฮไม่รู้รึไงว่าอีซูมานรู้เรื่องของพวกเขาหมดแล้วและก็สั่งห้ามไม่ให้คบกันด้วย จู่ๆ เล่นมาบอกกันแบบนี้มันเท่ากับหาเรื่องตายชัดๆ ...ต่อว่าอยู่ในใจอย่างดุเดือดพลางถลึงตาใส่คนร่างสูงอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าฝ่ายนั้นก็กลับแค่ดึงเขากลับลงไปนั่งด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยสักนิด

 

เด็กหนุ่มลอบมองอย่างหวาดๆ ไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้ามแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อชายร่างท้วมเปลี่ยนอิริยาบทจากนั่งตัวตรงหลังตรงอย่างเคร่งเครียดในตอนแรก ไปเป็นการเอนหลังกับเบาะหุ้มไหมหนานุ่ม ท่อนแขนอวบอูมวางพาดพนักพิงอย่างสบายๆ จะขาดก็แต่การกระดิกขาที่ยกขึ้นมาไขว้กันไว้เท่านั้นที่ไม่ทำให้คิดว่าฝ่ายนั้นกำลังนั่งดูทีวีอยู่ 

 

"อืม....แล้วไง พวกเธอก็เลยมาขออนุญาตคบกัน?"

 

"เปล่าครับ ผมไม่ได้มาขออนุญาต ผมแค่มาเรียนให้ทราบ"

 

แจจุงเกือบจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ถ้าไม่เป็นเพราะว่าคราวนี้อุ้งมือใหญ่ที่กุมไว้จะออกแรงกดลงมาเสียก่อน เด็กหนุ่มเลยต้องนั่งนิ่ง มองดูผู้มีอำนาจสูงสุดในเอ็สเอ็มเอนเตอร์เทนเมนท์โน้มตัวออกมาข้างหน้า ทว่าสายตาหลังแว่นกรอบทองกลับแสดงออกถึงความสนใจมากกว่าจะไม่พอใจ และนั่นก็ทำให้แจจุงนึกได้ว่าอีซูมานนั้นนอกจากจะชอบคนมีความสามารถแล้วก็ยังนิยมคนกล้าด้วย การที่ยุนโฮพูดตรงๆแบบนี้ก็เลยกลายเป็นเข้าถูกทางไป

 

"แล้วทำไมถึงคิดว่าฉันจะอารมณ์ดีพอจะฟังเรื่องพวกนี้ ตอนที่กำลังมีเรื่องอื่นให้ตัดสินใจ .....คิดว่าฉันไม่กล้าตัดพวกเธอออกทีเดียวสองคนรึไง"

 

คำว่า ‘เรื่องอื่น' กับดวงตาเรียวรีที่ปรายมองมาทำเอาแจจุงสะดุ้งนิดๆ พร้อมกันกับที่สะกิดใจไปด้วยในประโยคท้าย อีซูมานหมายความว่ายังไงที่จะตัดพวกเขาออกทั้งสองคน ในเมื่อคนก่อเรื่องคือเขาคนเดียว ถ้าไม่โดนพร้อมกันหมดทั้งวงก็ไม่น่าจำเพาะแค่เขากับยุนโฮ ....เว้นเสียแต่ว่า ....เว้นแต่ว่ายุนโฮจะไม่ยอมให้เขาถูกตัดออกจากวงเดียว หรือว่าที่ฝ่ายนั้นรีบมาที่นี่ก่อนเริ่มประชุมก็เพราะต้องการแสดงจุดยืนที่จะอยู่ข้างเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?

 

"หรือคิดว่ายังไงคณะกรรมการก็ต้องยอมแพ้แรงกดดันจากพวกที่ยืนอยู่หน้าตึกนั่น ......อ้าว นี่ไม่รู้เรอะ "  

 

อีซูมานคงจะหันมาเห็นความพิศวงในดวงตาของเขาเข้า จึงลุกกลับไปยังโต๊ะทำงาน กรอกข้อความใส่อินเตอร์คอมที่พอจับใจความได้ว่าให้ยูมินอาผู้เป็นเลขา ส่งภาพอะไรบางอย่างมาให้ แล้วจึงเดินกลับมาเปิดทีวีจอใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า

 

ภาพสีเทาขุ่นมัวในจอแอลซีดีขนาดใหญ่ทำให้แจจุงหวนนึกถึงที่อีซูมานให้เขาดูจากทีวีเครื่องเดียวกันนี้เมื่อครั้งก่อน จนเผลอออกแรงบีบมืออบอุ่นที่กุมกระชับอยู่โดยไม่รู้ตัว แต่พอดูดีๆแล้วก็พบว่าไม่ใช่ เพราะจากความคุ้นตาของมุมภาพที่เห็นนั้นทำให้ค่อนข้างแน่ใจว่ามันน่าจะเป็นภาพจากกล้องตรวจการบนกำแพงหน้าบริษัท ซึ่งอันที่จริงเขาก็ควรจะบอกได้ตั้งแต่เห็นแวบแรกว่ามันคือที่ไหน แต่ที่ต้องหยุดคิดก็เพราะมีอะไรบางอย่างผิดไปจากปกติ นั่นก็คือตรงลานด้านหน้าที่เคยโล่งกว้างกลับเต็มไปด้วยผู้คนมายืนออกันอย่างมากมายจนล้นไปถึงถนน

 

"มากันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเลย รถตู้คงพาเข้าข้างหลังน่ะสิถึงไม่เห็น"

 

ร่างบางขยับเข้าหาจอทีวีโดยอัตโนมัติเมื่อสังเกตเห็นแผ่นป้ายในมือของหลายๆ คนในนั้น ความที่กล้องถูกตั้งอยู่ห่างและคุณภาพที่ได้ก็ไม่ดีนัก ทำให้มองไม่ชัดว่าข้อความในแผ่นป้ายนั้นคืออะไร เว้นแต่บางอันที่ตัวหนังสือค่อนข้างใหญ่มากพอจะแกะได้ก็คือ......

 

‘ทงบังชินกิต้องมี 5 คน'

 

‘แจจุงสู้ๆ'

 

อาจจะมีแค่สองข้อความสั้นๆ ที่อ่านออก แต่มันก็สามารถบอกแทนได้หมดถึงข้อความในป้ายที่เหลือและสาเหตุที่ทำให้มีการรวมตัวกันของคนที่ยืนอยู่ที่นั่น .....

 

ดวงตากลมกระพริบถี่ๆ เพื่อยับยั้งหยาดน้ำที่เอ่อท้นจากความรู้สึกหลากหลายในหัวใจเอาไว้ ทั้งตื้นตันซาบซึ้งใจผสมปนเปไปด้วยความรู้สึกผิด ที่แม้ว่าเขาจะทำเรื่องที่น่าผิดหวัง แต่แฟนๆเหล่านี้ก็ยังให้อภัยและยังพยายามจะช่วยปกป้องเขา

 

"คิดว่าจะมีคนมายืนอยู่ตรงนั้นถึงครึ่งนั่นไหม ถ้าเขารู้เรื่องที่บอกฉันเมื่อกี้"

 

แจจุงหันไปมองสบนัยน์ตาคมของผู้แก่วัยกว่าโดยไม่หลบเลี่ยง รู้ดีว่าคำถามนี้อีซูมานตั้งใจจะถามเฉพาะเขา และเขาก็มีคำตอบอยู่แล้ว .....

 

"เรื่องเมื่อคืนนี้ผมทำผิด ทำให้แฟนๆแล้วก็ทุกคนต้องผิดหวัง ผมยินดีจะทำตามที่ประชุมตัดสินทุกอย่าง ....แต่เรื่องผมกับยุนโฮ......"

 

แจจุงก้มลงมองมือใหญ่อีกข้างที่วางทับมือของเขาเอาไว้ หวนคิดถึงความรู้สึกในช่วงตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ายามที่ไม่มียุนโฮเคียงข้าง ชีวิตของเขาก็ขาดสิ่งสำคัญที่สุดไป ....สิ่งที่ขับเคลื่อนให้มีแรงต่อสู้กับทุกๆอย่าง .....สิ่งที่ทำให้วันธรรมดาๆเป็นวันที่แสนดีและมีค่าในทุกช่วงเวลานาที .....สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่ทุกอณูในหัวใจเขาสัมผัสถึงมันได้.....

 

"ผมรู้ว่าคงมีคนไม่เห็นด้วยที่ผมกับยุนโฮจะคบกัน ...แต่ความรักไม่ใช่เรื่องผิด  .... ผมรักยุนโฮ ...เราสองคนแค่รักกัน"

 

อีซูมานเลิกคิ้วสูง ทว่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยกลับไม่ประหลาดใจนัก อันที่จริงแจจุงคิดว่าฝ่ายนั้นดูจะรู้อยู่แล้วด้วยซ้ำว่าเขาจะพูดอะไร

 

"แสดงว่าที่ฉันเคยบอกให้ลองกลับไปคิดดูน่ะ ตกลงเราจะเลือกแบบนี้ใช่ไหม"

 

"ความจริงตอนแรกผมเลือกอย่างอื่น แต่มันไม่ดีเลย..."  ....ไม่ดีเอามากๆซะด้วย  

 

"ถ้ามีโอกาสได้เลือกใหม่ ....ผมจะเลือกอย่างที่ใจผมต้องการมากที่สุด"

 

เด็กหนุ่มหันไปมองสบตาคนข้างตัว แรงบีบเบาๆจากฝ่ามือและรอยยิ้มสว่างไสวที่ได้กลับมา บอกแทนได้ว่าโอกาสยังคงรอเขาอยู่เสมอ

 

"เอ้า พอๆ .....ฉันไม่ว่าอะไรก็ไม่ได้แปลว่าให้มานั่งทำตาหวานใส่กันแถวนี้ ....ออกไปกันได้แล้วไป"

 

อีซูมานเอ่ยขัดจังหวะแล้วลุกไปหยิบแฟ้มเอกสารตั้งใหญ่ที่โต๊ะ ทำให้เด็กหนุ่มสองคนต้องรีบลุกออกจากโซฟาบ้าง แจจุงที่แม้จะกำลังอิ่มเอมใจที่สามารถพูดความต้องการจริงๆออกไปได้เป็นผลสำเร็จ ก็กลับงงกับท่าทีของฝ่ายนั้น ....ทำไมพวกเขาถึงไม่โดนคัดค้านและสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้คบกัน?

 

"เอ่อ ....ตกลงคุณอีอนุญาตให้พวกผมสองคนคบกันใช่มั้ยครับ"

 

"เปล่านี่" อีซูมานตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะเอ่ยเสริมพลางเดินนำออกประตูไป "ก็เราบอกว่าไม่ได้มาขออนุญาตฉัน ....ฉันจะอนุญาตได้ยังไง"

 

ท่าทางคล้ายบ่น แต่ก็ดูไม่อนาทรร้อนใจกลับทำให้แจจุงงงหนักกว่าเก่า ....ก็ไหนคราวที่แล้วแค่เห็นภาพวีดีโอนั้นยังเอาเรื่องแยกวงมาขู่เขาเสียใหญ่โต คราวนี้เขากับยุนโฮเดินมาบอกตรงๆ ว่าจะคบกันทำไมถึงไม่โดนห้าม

 

"แต่ว่า ....แต่คุณอีเคยสั่งห้ามผมคบกับยุนโฮ ไม่งั้นจะถูกจับแยกวงไม่ใช่เหรอครับ"

 

"ฉันน่ะเหรอสั่งห้าม?.....ฉันบอกให้กลับไปคิดว่าจะทำยังไง แต่ห้ามไม่ให้มีภาพพวกนี้ให้เห็นอีกไม่ใช่เรอะ"

 

แจจุงพยักหน้าหงึก รู้สึกอับอายเล็กๆกับสายตาเอือมระอาที่ทอดมองมาราวกับเขาเป็นเด็กนักเรียนสมองช้าที่ครูต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชยังไงยังงั้น

 

"ก็ถ้าเธอสองคนแอบคบกันแล้วทำตัวเนียนๆเหมือนอย่างคนอื่นเขาทำกันน่ะ เรื่องมันจะมาถึงหูฉันมั้ยล่ะ"

 

เรียวปากอิ่มแดงเผยอค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ถ้าอีซูมานพูดแบบนี้ งั้นที่เขาอุตส่าห์ทำไปทั้งหมดนั่นมันเพื่ออะไร

 

"ไอ้เรื่องกล้าน่ะพอได้ ....แต่เรื่องฉลาดเรายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ"  ดวงตาเรียวภายใต้แว่นกรอบทองเลื่อนไปทางเด็กหนุ่มร่างสูงอย่างจะบอกเป็นนัยว่าควรดูใครเป็นตัวอย่าง "ประชุมเช้านี้โผคงไม่พลิกหรอกใช่มั้ย? เพราะได้ข่าวว่ากรรมการโดนซื้อตัวไปเกินครึ่งแล้วนี่"

 

แจจุงที่ยังมึนกับการถูกตราประทับ ‘ไม่ฉลาด' ตอกเปรี้ยงลงมาบนหน้าผาก เหลือบมองดูยุนโฮที่เม้มปากนิ่งเงียบไม่ตอบคำแล้วสะกิดใจขึ้นมารางๆ ว่าน่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล ....แต่ก็คงจะจริงอย่างที่อีซูมานว่าเขายังต้องเรียนรู้อีกเยอะเพราะเมื่อยุนโฮคว้าเอามือของเขาไปกุมไว้แล้วบีบเบาๆอย่างให้กำลังใจ เด็กหนุ่มก็เลิกสนใจและยอมเดินตามไปด้วยความเชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า เขาก็จะต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน

 

~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~

 

การประชุมเพื่อหาทางออกในการจัดการกับข่าวของเขา ไม่ได้มีอะไรเหมือนอย่างที่แจจุงคิดไว้ล่วงหน้าเลยสักนิด แม้ว่าพวกเขาจะนั่งอยู่ในห้องด้วยแต่ก็อยู่ในฐานะไม้ประดับมากกว่า เพราะตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจบก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยสักคำ

 

คณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุมไม่ได้มีเฉพาะผู้บริหารระดับสูงกับผู้ถือหุ้น แต่ยังมีคนอีกกลุ่มที่ไม่รู้แน่ชัดว่าทำงานในฝ่ายไหน หอบเอาข้อมูลเกี่ยวกับกระแสต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งจากในเวปไซต์ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์มาวิเคราะห์ผลกระทบและทิศทางความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือเอสเอ็มเอนเตอร์เทนเมนท์จะออกแถลงการณ์ยอมรับข่าวที่เกิดขึ้น และให้ยองอุงแจจุงกล่าวขอโทษแฟนๆอย่างเป็นทางการและจะถูกพักงานเพื่อเป็นการลงโทษ

 

แจจุงที่คิดไว้ล่วงหน้าว่าตัวเองอาจจะโดนตัดออกจากวง ถึงกับต้องแอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้ว่าผลสรุปนี้จะไม่รวมถึงงานในญี่ปุ่นซึ่งจะต้องมีการประชุมกับเอเวกส์กันอีกครั้งในอาทิตย์หน้า เด็กหนุ่มก็ยังถือว่าทางต้นสังกัดได้ให้โอกาสเขามากพออยู่แล้ว

 

"ทีหลังทำอะไรก็ระวังกว่านี้"

 

ร่างบางค้อมศีรษะขอบคุณคังตะ ศิลปินรุ่นพี่และผู้ถือหุ้นที่ออกเสียงว่าควรลงโทษเพียงแค่พักงานและให้โอกาสเขาได้แก้ตัวใหม่ ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำให้เสียงส่วนใหญ่เห็นตามก็ว่าได้ เพราะกว่าครึ่งของผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในครั้งนี้ก็เป็นโปรดิวเซอร์ที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันดีกับเจ้าตัว

 

"ขอบคุณพี่คังตะมากๆนะครับ ถ้าไม่ได้พี่ช่วยผมคงแย่แน่"

 

"ไม่ใช่เพราะพี่หรอก ถ้าจะขอบคุณก็ไปขอบคุณแฟนๆ เราโน่น"

 

แม้จะโดนอีซูมานชี้หน้ามาแล้วว่าระดับความฉลาดอยู่ในขั้นต้องปรับปรุง แต่แจจุงก็เข้าใจว่ารุ่นพี่ต้องการจะบอกอะไร ดวงตากลมดำเหลือบมองชายร่างท้วมที่เดินนำผู้บริหารระดับสูงออกไปจากห้อง รู้ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่เขายังไม่ถูกตัดออกจากวงและไม่โดนสั่งห้ามคบกับยุนโฮเพราะในสายตาของอีซูมาน เขายังมีค่าพอที่จะเก็บเอาไว้ ตราบใดที่ผลการตอบรับของแฟนๆ ยังดี ช่วยประกันว่าเขายัง ‘ขายได้' เขาก็จะยังไม่ถูกทิ้ง .....อาจจะน่าเศร้าเมื่อคิดว่าที่ผ่านมาชายผู้นั้นเองก็ให้ความเอ็นดูเขาอยู่มาก แต่ก็ต้องยอมรับในวิถีทางของธุรกิจ

 

"ขอบคุณครับพี่คังตะ"

 

ยุนโฮที่เดินออกไปส่ง ‘ผู้หลักผู้ใหญ่' ในฐานะหัวหน้าวงก็กลับเข้ามาขอบคุณคังตะด้วยประโยคเดียวกัน แต่นักน้องหนุ่มรุ่นพี่กลับตอบรับในแบบที่ต่างกันออกไป

 

"เออ ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะให้ดีวันหลังมีเรื่องอะไรแค่โทร.มาบอกก็พอ ไม่ต้องบุกไปถึงห้อง เผื่อวันไหนฉันไม่สะดวก....."

 

แจจุงมองคนตัวสูงสองคนสลับกันไปมา สะกิดใจว่าที่ทั้งคู่กำลังพูด หมายถึงเรื่องเมื่อคืนนี้ใช่รึเปล่า .....หรือว่าที่ยุนโฮไม่กลับมาก็เพราะไปวิ่งเต้นหาคนมาช่วยเขา?

 

เด็กหนุ่มคิดจะถามแต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยแรงตบเบาๆบนไหล่ พอหันไปดูก็ถูกลำแขนนิ่มๆโอบรัดไว้ ตามด้วยศีรษะกลมๆที่ซุกซบเข้ามา

 

"จุนซู..."

 

มือบางลูบลงไปบนกลุ่มผมนุ่มๆของเจ้าโลมาน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่ซึมผ่านแขนเสื้อ พอเลื่อนสายตามองผ่านเลยไหล่ไป ก็เจอกับหน้าตาที่แสดงความโล่งใจของชางมินและยูชอน

 

"ฉันขอโทษนะ ที่ทำให้พวกนายต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย"

 

ถึงสองคนนั้นไม่พูดอะไร แจจุงก็อ่านได้จากสายตาว่าทั้งคู่ต้องการจะบอกเขาว่าไม่เป็นไร เหมือนกับเจ้าโลมาน้อยที่แม้จะถอยหลังออกไปแล้วก็ยังคล้องแขนไว้กับเขาไม่ยอมปล่อย

 

"โหย รู้งี้เมื่อคืนผมไปกับพี่ดีกว่า ได้หยุดอยู่บ้านตั้งสามเดือน"

 

แจจุงอยากจะขำแต่ก็ขำไม่ค่อยออกเท่าไหร่กับมุขตลกของยูชอน เพราะมาคิดๆ ดู ช่วงสองสามเดือนหลังจากนี้ งานส่วนใหญ่ของพวกเขาอยู่ในญี่ปุ่นแทบทั้งนั้น เขายังไม่รู้เลยว่าจะถูกสั่งห้ามตามเพื่อนร่วมวงไปที่โน่นด้วยรึเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นสามเดือนของเขาคงนานเท่าสามปีแน่ๆ

 

"พี่แจจุงดีกับพี่ยุนโฮแล้วใช่มั้ย"

 

ดวงตากลมเสหรุบลงมองพื้น เริ่มรู้สึกร้อนวูบๆที่แก้มอย่างช่วยไม่ได้ ยังไม่รู้จะบอกพวกน้องๆเรื่องเขากับยุนโฮว่ายังไง เพราะพวกเขายังไม่ได้คุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราว และเขาก็ยังไม่ได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับ ‘ผู้หญิงคนนั้น' เลยด้วย

 

"ฉันก็....ไม่ได้โกรธหมอนั่นนี่"

 

แจจุงอ้อมแอ้มตอบ อยากจะปลีกตัวออกไปก่อนเจ้าโลมาน้อยก็ยังไม่ปล่อยแขน โชคดีที่พอคนอื่นๆออกไปจากห้องประชุมกันหมดแล้ว ยุนโฮก็เข้ามาช่วยเขาเอาไว้พอดี

 

"งั้นพวกเราก็กลับบ้านกันเถอะ"

 

"พี่ยุนโฮโทร.หาพี่ฮีชอลด้วยนะ เขาโทร.มาจิกพวกผมตั้งหลายรอบแล้วว่าถ้าจะยกเลิกแผน ก็ให้โทร.ไปบอกพี่ฮานึลด้วยว่า......"

 

แจจุงสะดุดหูกับชื่อของผู้หญิงในประโยคนั้นอยู่บ้างก็จริง แต่ก็คงจะไม่ติดใจอะไรถ้าไม่หันไปเห็นว่ายุนโฮส่งสายตาห้ามปรามให้ยูชอนหยุดพูด

 

"อะไร? แผนอะไร? พี่ฮีชอลเกี่ยวอะไรด้วย"

 

"อ้าว!! พี่ยุนโฮยังไม่ได้บอกพี่แจจุงอีกเหรอ"

 

หน้าตาตกใจของยูชอนกับชางมินที่ยืนอยู่ข้างๆและจุนซูที่ปล่อยแขนเขาแล้วค่อยๆ ขยับถอยออกไป ทำให้แจจุงยิ่งสงสัยจนต้องหันไปมองตัวต้นเรื่องอย่างยุนโฮที่ก็มีสีหน้าปั้นยากไม่แพ้กัน ....ถ้าเป็นในยามปกติเขาอาจจะคิดได้ค่อนข้างช้า แต่พอมีชื่อฮีชอลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อะไรๆก็ดูจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย

 

"พี่ฮานึลคือใคร? ใช่ผู้หญิงคนที่อยู่กับยุนโฮเมื่อวานรึเปล่า"

 

ผู้หญิงคนที่เห็นที่ลานจอดรถเมื่อวาน .....ผู้หญิงคนที่น้องๆทั้งสามพากันพูดถึง ....ผู้หญิงที่อยู่ในร้านอาหารกับยุนโฮวันนั้น.....

 

ถ้าทั้งหมดนั่นคือคนเดียวกัน ชิ้นส่วนของเรื่องราวในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ก็จะสามารถต่อเข้าเป็นชิ้นเดียวกันได้

"ใช่มั้ยยุนโฮ พี่ฮานึลอะไรนี่ใช่คนที่ขับรถออกไปกับนายเมื่อวานรึเปล่า" แจจุงกระชากเสียงถาม และเมื่ออีกฝ่ายผงกศีรษะรับคำ ก็ยิงด้วยคำถามต่อไป "แล้วเขาเป็นใคร"

 

"เอ่อ ......เขาเป็นญาติพี่ฮีชอล"

 

"เป็นแฟนนาย?"

 

"เปล่าๆ ....ฉันกับพี่เขาไม่มีอะไรกัน ...แค่ขอร้องให้เขาช่วย....เท่านั้นเอง"

 

ไม่ต้องอธิบายต่อ แจจุงก็พอเดาได้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นถูกขอร้องให้ช่วยเรื่องอะไร แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงได้ทำกับเขาแบบนี้ อยากเห็นเขาอัดอั้นตันใจจนทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาแย่งชิงยุนโฮกับผู้หญิงคนนั้นงั้นหรือ? 

 

"พวกนาย .....พวกนายรวมหัวกันแกล้งฉัน!!"

 

"แจจุง ....ฟังฉันอธิบายก่อน"

 

แจจุงสะบัดมือที่เอื้อมมาคว้าไหล่เขาออกไป บอกไม่ถูกว่าระหว่างความโกรธกับน้อยใจ อันไหนจะมากกว่ากัน ไม่รู้ด้วยว่าคนที่บอกว่ารักเขานักหนาจะคิดตามอย่างที่ปากว่าจริงรึเปล่า ทำไมคนที่รักกันถึงใจร้ายปล่อยให้เขาต้องเสียใจได้ลงคอ

 

"ไม่ฟัง!!! ฉันจะไม่ฟังอะไรนายอีกแล้ว ฉันเกลียดนาย!!"

 

ยุนโฮผงะเมื่อโดนทั้งเสียงตะโกนและประตูกระแทกปิดใส่หน้า กว่าจะตั้งตัวได้และวิ่งตามออกไป ร่างบางก็หายลับไปเสียแล้ว

 

"ก็ผมบอกแล้ว ...ว่าไอ้วิธีสุดคลาสสิคของพี่ฮีชอล มันใช้กับพี่แจจุงไม่ได้"

 

ยุนโฮหันกลับไปข้างหลังที่มีอีกสามคนเดินตามออกจากห้องมา ยูชอนที่ส่ายหัวพลางโอบไหล่เจ้าโลมาน้อยที่ทำหน้าจ๋อยๆ เอาไว้ ส่วนชางมินก็มองมาที่เขาด้วยสายตาเคร่งเครียดและบ่งบอกถึงความไม่เห็นด้วย แบบเดียวกันกับวันนั้นที่เจ้าน้องเล็กเข้าไปเห็นตอนที่เขากับฮีชอลและฮานึลกำลังปรึกษากัน

 

เด็กหนุ่มถอนหายใจแล้วเดินไปกดลิฟต์เพื่อลงไปยังชั้นล่าง ....อย่างที่เคยได้ยินจากที่ไหนสักที่ว่าเรียนผูกเอาไว้ก็ต้องเรียนแก้เอง ก็ได้แต่หวังว่าปมที่เขาขมวดเอาไว้เสียยุ่งเหยิงคราวนี้จะยังพอมีทางแก้ได้ฃ

 

~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~

 

‘ 14 missed call'

 

แจจุงย่นจมูกใส่ข้อความเล็กๆที่โชว์ขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนโหมดการทำงานไปเป็นการพิมพ์ข้อความสั้นเพื่อส่งออกไปยังเบอร์ที่เพิ่งจะโทร.เข้ามา

 

‘เลิกโทรมาได้แล้ว ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับนายทั้งนั้น ฉันเกลียดนาย!!!'

 

ปลายนิ้วเรียวกระแทกกดปุ่มส่งด้วยความสะใจ และพอได้รับข้อความรายงานผลว่ามันถูกส่งออกไปแล้วเรียบร้อย เด็กหนุ่มก็เหวี่ยงโทรศัพท์ไปบนที่ว่างข้างๆ ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับต้นไม้ใบหญ้าแทนโดยไม่คิดจะเหลือบแลมันอีก

 

ดวงตากลมเลื่อนไปยังผืนน้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้วต้องหยีตาลงเล็กน้อยกับความจัดจ้าของเงาสะท้อนจากแสงแดด มือบางควานลงในกระเป๋าเพื่อหาแว่นคู่ใจ ก่อนจะนึกได้ว่ามันไม่ได้อยู่ที่เขา เพราะเมื่อเช้านี้หลังจากยุนโฮถอดออกไปก็ไม่ได้เอาคืนมา

 

ความกรุ่นโกรธในใจคล้ายกับจะปะทุขึ้นมาอีกรอบ เพียงแค่นึกถึงเจ้าของวงแขนอบอุ่นที่กอดเขาเอาไว้เมื่อเช้า ดูท่าแม้แต่วิวสวยๆ ของแม่น้ำฮันที่เคยช่วยผ่อนคลายได้เสมอไม่ว่าจะเจอเรื่องไม่สบายใจหรือเศร้าใจจะใช่ไม่ได้ผลแล้วในคราวนี้

 

เด็กหนุ่มปรายตามองโทรศัพท์มือถือที่นอนสงบนิ่งอยู่ข้างตัวแล้วเบ้ปากใส่ราวกับมันเป็นใบหน้าของใครบางคน   ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธเมื่อนึกถึงความเหงาความเสียใจที่ต้องเผชิญในตลอดหลายวันที่ผ่านมา สุดท้ายกลายเป็นว่าทุกคนรวมหัวกันหลอกเขา แถมยังมีฮีชอลอีกคนที่อุตส่าห์ไว้ใจบอกความลับ ป่านนี้ใครต่อใครก็คงรู้กันหมดแล้วว่าเขาคิดกับยุนโฮยังไง .....และที่สำคัญ ....ถ้าเกิดรู้ไปถึงเรื่องคืนนั้นของเขากับยุนโฮด้วยแล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!!!!!

 

~ 마지막이 찬란한 노을처럼  waiting for Rising sun... ~

 

ราวกับจะรู้ตัวว่ากำลังถูกบ่นถึง เมื่อโทรศัพท์เครื่องเล็กส่งเสียงดังกังวานขึ้นมาอีกครั้ง แจจุงชะโงกมองดูหมายเลขคนโทร.เข้าก็พบว่าไม่ใช่ใครนอกจากเบอร์เดียวกันกับที่กดตัดสายไปแล้วเป็นสิบครั้ง เกือบจะหยิบไปขว้างทิ้งลงแม่น้ำระบายอารมณ์ แต่นึกได้เสียก่อนว่าราคามันแพงขนาดไหนก็เลยต้องปล่อยเอาไว้ที่เดิม

 

~ 마지막이 찬란한 노을처럼  waiting for Rising sun... ~

 

เด็กหนุ่มสะบัดหน้าไปทางอื่น ตัดสินใจปล่อยให้มันดังต่อไป เพราะถ้าคนที่ถือสายอยู่อีกด้านไม่คิดจะทำอะไรที่ดีกว่าแค่โทร.มาหา ก็รอไปอย่างนั้นเถอะ

 

แจจุงคิดบ่นในใจอย่างดุเดือด ก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็ถูกใครบางคนคว้าตัวไปกอดไว้จากทางด้านหลัง เด็กหนุ่มพยายามดิ้นหนีอย่างสุดกำลังแต่ทำยังไงก็ไม่หลุด เลยต้องใช้ไม้ตายฝังฟันคมๆ ขบลงไปบนท่อนแขนที่โอบรัดอยู่อย่างเต็มแรง

 

"โอ๊ย!!!! แจจุง นี่ฉันเอง"

 

แจจุงถลึงตามอง ‘ฉันเอง' ที่แม้จะลูบแขนตัวเองป้อยๆ ก็ยังไม่วายขยับตัวเข้ามาใกล้ๆเขา เห็นหน้าตาเรียกร้องความสงสารนั่นแล้วก็อยากจะบอกนักว่าก็เพราะเขารู้ว่าเป็นใครน่ะสิถึงได้กัด

 

"มาทำไม? ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไรจะพูดกับนาย"

 

"ถ้าเราไม่คุยกันแล้วฉันจะอธิบายให้นายเข้าใจได้ยังไงล่ะแจจุง"

 

สุ้มเสียงอ่อยๆ อย่างง้องอนเต็มที่ ทำให้แจจุงจุงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่เรื่องจะอภัยให้เลยนั้นไม่มีทาง ดังนั้นพอคนร่างสูงทำท่าจะก้าวเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆ เด็กหนุ่มเลยรีบชี้ไปยังที่ว่างตรงปลายอีกด้านของม้านั่ง

 

"ก็ได้ แต่นายต้องไปนั่งโน่น"

 

ยุนโฮที่ทำหน้าจ๋อยอย่างน่าหมั่นไส้ยอมไปนั่งตรงที่เขาว่าโดยดี ท่าทางแบบลูกหมาน้อยสำนึกผิดหางตกหูลู่อย่างนี้มีให้เห็นไม่บ่อยนัก และก็ดูเหมือนจะไม่รู้เลยว่ามันช่างไม่เข้ากับตัวเลยสักนิด หนำซ้ำพอไปนั่งตามคำสั่งก็ยังเอาแต่เฉยไม่ยอมพูดอะไร ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายมีเรื่องต้องอธิบายแท้ๆ

 

"นายมีอะไรจะพูดก็รีบๆ พูดมาซะทีสิ"

 

แหวออกไปแล้วแจจุงก็กลับรู้สึกว่าตัวเองเสียท่ายังไงชอบกล เพราะแทนที่อีกฝ่ายจะทำท่ากลัวหงอเหมือนตอนแรก กลับยิ้มรับได้อย่างหน้าระรื่น

 

"ฉันไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้นายถามมาก็แล้วกัน แล้วฉันจะอธิบายให้ฟัง"

 

ฟังดูก็เป็นข้อเสนอที่เข้าท่าดี แจจุงจึงหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจถามเรื่องที่อยากรู้มากที่สุด

 

"ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร"

 

กว่าแจจุงจะรู้ตัวว่าข้อแรกไม่ควรเป็นคำถามนี้ ก็เป็นตอนที่เห็นดวงตาเรียวรีของคนฟังเป็นประกายอย่างล้อเลียนและรู้ทันเสียแล้ว เด็กหนุ่มแทบจะกัดลิ้นตัวเองด้วยความขัดใจ แต่เท่าที่แสดงออกไปก็คือการถลึงตาใส่แม้จะรู้ว่าฝ่ายนั้นคงไม่กลัว

 

"หมายถึงพี่ฮานึลน่ะเหรอ ....ก็อย่างที่บอกนั่นแหล่ะว่าพี่เขาเป็นญาติพี่ฮีชอล ฉันเพิ่งรู้จักเขาสองสามวันนี่เอง ไม่ได้มีอะไรกับเขาจริงๆ"

 

ไหนๆก็อายไปแล้ว แจจุงเลยไม่ลังเลที่จะถามต่อ "แล้วที่นายไม่กลับบ้านตั้งสองสามวัน ไปนอนที่ไหนมา"

 

"ฉันยืมถุงนอนของยูชอนเอาไปนอนห้องพี่ฮีชอล ....ขนาดแค่นอนพื้นฉันยังต้องทำความสะอาดห้องตอบแทนพี่เขาตั้งสองอาทิตย์แน่ะ"

 

"สมน้ำหน้า"

 

แจจุงพึมพัมพลางย่นจมูกใส่ สังเกตว่าฝ่ายนั้นเริ่มจะเลื่อนตัวเข้ามาใกล้กว่าที่สั่งเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ขยับถอยหลบ

 

"แล้วทำไม่นายต้องทำอย่างนั้นด้วย รู้มั้ยว่าฉันน่ะ ....ฉัน..."

 

เมื่อย้อนนึกถึงความรู้สึกตอนที่ยังเข้าใจว่ายุนโฮไม่สนใจเขาและเปลี่ยนไปรักคนอื่นแล้ว แจจุงก็แน่นตื้อในอกจนพูดต่อไม่ออก พอวงแขนอบอุ่นโอบลงมารอบร่างเด็กหนุ่มก็เลยไม่ได้ขัดขืน ปฏิเสธไม่ได้ว่าอ้อมแขนของยุนโฮทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและมั่นคงขึ้นได้อย่างมากมาย

 

"ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นายเสียใจ แต่ฉันไม่รู้จะใช้วิธีไหนแล้วจริงๆ"

 

"นายถามฉันก็ได้นี่ ..."

 

อาจจะเป็นการต่อว่าที่เอาแต่ใจไปสักหน่อย เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าเขาเองที่เป็นคนบอกปฏิเสธและยืนยันไม่ได้รักฝ่ายนั้นไปถึงสองครั้ง แต่แจจุงก็ยังเข้าข้างตัวเองว่าอย่างน้อยคนที่สนิทสนมรู้ใจกันมาตั้งหลายปีก็น่าจะมองออก .....ยุนโฮน่าจะมองออกว่าลึกๆ แล้ววันนั้นเขาอยากให้เจ้าตัวตามมา น่าจะรู้ว่าเขาไม่มีทางจะไปไหนได้นอกจากที่นี่

 

...ก็เหมือนวันนี้ที่เขามานั่งรอ ...รอให้ยุนโฮตามมาง้อ

 

"วันนั้นที่ถูกนายบอกเลิก ฉันก็คิดว่าจะมาตามหานายที่นี่ แต่พี่มินอาก็เรียกฉันไปหาคุณอีซะก่อน ....นายเองก็ได้ดูคลิปนั่นเหมือนกันใช่ไหม"

 

"อืม"

 

"ฉันก็เลยถามคุณอีว่าเพราะเรื่องนี้ใช่มั้ยนายถึงได้ขอเลิกกับฉัน ....คุณอีเขาก็ให้ข้อสังเกตเป็นนัยๆ ว่าถ้างั้นนายคงไม่ได้รักฉัน ....ฉันก็เลยไม่กล้ามาตามนาย..... ฉันมันขี้ขลาดจริงๆ"  

 

"พอตื่นมาเจอนายนอนหลับอยู่ข้างๆ เป็นนายจริงๆ ไม่ใช่แค่ความฝัน ฉันก็บอกตัวเองว่าขอแค่นายรักฉัน ยังไงฉันก็จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด"

 

แจจุงสอดแขนกอดตอบไปรอบแผ่นหลังกว้าง พอมาหยุดคิดดีๆ แล้วรู้สึกว่าเขาเองก็ทำร้ายอีกฝ่ายไว้ไม่น้อย หรือบางทีก็อาจจะมากกว่า

 

"ฉันขอโทษ..."

 

"ฉันสิต้องขอโทษนาย" เสียงทุ้มรีบเอ่ยค้าน พร้อมกับอุ้งมือใหญ่ที่วางอยู่บนไหล่ก็ขยับลูบเบาๆอย่างจะปลอบใจ "เพราะพอนายบอกไม่รักฉันอีก ฉันก็ดันโกรธ ทั้งๆที่น่าจะรู้ว่านายไม่ได้คิดอย่างนั้น"

 

แจจุงวางศีรษะซบลงกับไหล่กว้าง ลืมไปแล้วว่าเป็นคนออกปากไล่ร่างสูงให้ถอยออกไปนั่งห่างๆ เพราะตอนนี้กลับกลายเป็นฝ่ายซุกร่างเข้ากับอ้อมกอดอบอุ่นเสียเอง เด็กหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเช้าวันนั้นเขาหลบออกไปได้ก่อนอย่างที่ตั้งใจ ยุนโฮจะคิดว่าเรื่องทั้งหมดนั่นเป็นความฝัน และก็ยอมปล่อยมือไปจากเขาจริงๆ เลยรึเปล่า .....และก็ราวกับความคิดนั้นจะส่งผ่านไปถึงอีกฝ่ายได้ เมื่ออุ้งมือใหญ่เลื่อนมากุมกระชับมือของเขาเอาไว้ แนบแน่น มั่นคง ราวกับคำสัญญาว่าจะกุมมือของเขาเอาไว้อย่างนี้ตลอดไป

 

"วันนั้นฉันลงไปนั่งอยู่ข้างล่าง พอหายโกรธกลับขึ้นไปที่ห้องอีกทีนายก็ไม่อยู่แล้ว ฉันมาดูที่นี่ก็ไม่มี เลยไปบ้านนายที่ชองนัม ...."

 

"นายไปบ้านฉันด้วยเหรอ"

 

"อืม แม่นายบอกว่านายไม่ได้กลับไป ฉันก็เลยคว้าง ไม่รู้จะไปหานายที่ไหน ....แล้วพี่จินก็โทร.มาเม้งใส่ฉันที่ไปเมาอาละวาดที่ร้านลุงฮัน ฉันเลยต้องเข้าไปที่บริษัท พอดีเจอพี่ฮีชอล เขาก็มาบ่นว่าทำพรมรถเขาพัง ฉันถึงรู้ว่าคืนนั้นพี่ฮีชอลเป็นคนขับรถพากลับห้อง"

 

"แต่นายอย่าไปโกรธพี่ฮีชอลเขาเลย ตอนแรกเขาก็ไม่ได้พูดถึงนาย แต่พอฉันเซ้าซี้มากๆ ถึงได้ยอมบอก ....สามคนนั่นก็เหมือนกัน พวกนั้นแค่ตกกระไดพลอยโจนเพราะว่าอยากให้เราดีกัน ความจริงไม่มีใครเห็นด้วย หรอก"

 

แจจุงพยักหน้ายุกยิกกับแผ่นอกกว้าง ถึงยุนโฮไม่บอกก็ไม่ได้คิดจะโกรธพวกนั้นอยู่แล้ว ที่จริงเขาก็แค่งอนแค่น้อยใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง

 

"แล้วก็ ...ฉันขอโทษที่เมื่อวานทำตัวไม่ดีกับนาย ....ฉันมันบ้าไปเอง พอเห็นนายอยู่กับคนอื่นฉันก็ไม่พอใจ อารมณ์เสียใส่นาย ทั้งๆที่นายก็กำลังเสียใจ...ขอโทษนะแจจุง"

 

แจจุงทุบลงไปบนอกแกร่งเบาๆ ไม่ได้ออกแรงมากเท่าไหร่ เพราะส่วนหนึ่งยกให้ที่ฝ่ายนั้นยอมรับว่าไม่พอใจที่เห็นเขาอยู่กับคนอื่น ถือว่าหายกันกับที่ฝ่ายนั้นแกล้งทำให้เขาเข้าใจผิด

 

เด็กหนุ่มปล่อยให้ความเงียบและสายลมพัดพาเอาความหมางเมินความไม่เข้าใจกันให้ลอยห่างออกไป อบอุ่นเป็นสุขใจเมื่อได้อยู่ในอ้อมแขนของคนที่เขารัก .....แต่ก็รู้ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้ง่ายดายเหมือนความฝัน เส้นทางของเขากับยุนโฮไม่ได้โรยเอาไว้เฉพาะกลีบกุหลาบ แต่มันยังมีหนามแหลมคมปนแทรกอยู่ในนั้น

 

"ยุนโฮ เรื่องของเราน่ะ ....นายแน่ใจแล้วเหรอ"

 

เป็นคำถามที่พอพูดออกไปแล้วแจจุงก็ยังไม่แน่ใจนักว่ามันสมควรรึเปล่า แต่ก็อยากให้ทั้งยุนโฮและเขาได้แน่ใจ หากคิดจะเดินเคียงข้างกันต่อไปจริงๆ

 

"นายเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าความรักไม่ใช่เรื่องผิด" เรียวปากหยักระบายรอยยิ้มอบอุ่น ไม่ต่างจากอ้อมแขนที่แนบกระชับขึ้นจนได้ยินถึงเสียงจากหัวใจของกันและกัน "จำได้มั้ย นายเคยถามว่าฉันรู้ได้ยังไงว่ารักนายมากกว่าเพื่อนสนิท ..."

 

แจจุงย้อนคิดถึงครั้งแรกที่ยุนโฮบอกรักเขา ก็ยังจำได้ถึงความตกใจและความสับสนเสียมากมายในตอนนั้น ....ก็ใครจะไปลืมกันได้ง่ายๆ ไม่ใช่ว่าจะมีเพื่อนสนิทผู้ชายมาบอกสารภาพรักทุกวันนี่นา

 

"ความจริงที่ฉันจูบนายในกองถ่ายคราวนั้นน่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกหรอก" คนร่างสูงหยุดไปนิดเมื่อเห็นดวงตาเบิกโพลงของคนฟัง แต่ก็กล่าวต่ออย่างไม่ติดขัด "ตอนก่อนเดบิวต์ มีอยู่วันนึงพวกเราไปกินข้าวด้วยกันห้าคน ขากลับนายเมามาก ฉันก็เลยต้องแบกนายกลับห้อง พอไปถึงเราก็มีเรื่องเถียงกันนิดหน่อย ....แล้วฉันก็จูบนาย"

 

แจจุงอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ฝ่ายนั้นพูด พยายามเค้นหัวสมองเพื่อหาความทรงจำในเหตุการณ์ที่ว่า แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเรื่องนั้นมันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

 

"นายจำไม่ได้หรอก พอเช้าวันรุ่งขึ้นนายยังนึกว่านอนละเมอกัดปากตัวเองเลย"

 

เสียงทุ้มเจือปนด้วยรอยหัวเราะน้อยๆ แต่แจจุงฟังแล้วไม่เห็นขันเลยสักนิด ยังอดระแวงไม่ได้อยู่ดีว่ายุนโฮแต่งเรื่องขึ้นมาอำเขารึเปล่า

 

"ตั้งแต่ตอนนั้นฉันก็แน่ใจว่าฉันรักนาย แต่ก็รู้ว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ ยังไงฉันก็คงต้องรักนายข้างเดียวตลอดไป......จนวันนั้นที่ฉันเห็นลายมือของยูชอนในบทละคร จิตด้านมืดมันก็บอกกับฉันว่าให้รีบฉวยโอกาสเอาไว้ มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ที่ฉันจะได้ทำแบบนั้น"

 

ผิวแก้มเนียนของคนฟังผ่าวร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองถูกจูบต่อหน้าคนหลายสิบคนในกองถ่าย จะว่าไปมันก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดระหว่างพวกเขา ถ้าวันนั้นยุนโฮไม่ทำให้เขาต้องสับสน ไม่ทำให้เขาได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่ข้างใน เขาก็อาจจะไม่มีวันได้เข้าใจตัวเองเลย

 

"พอถึงจุดๆหนึ่ง ใจมันก็อยากจะได้มากกว่าแค่รักข้างเดียว ฉันถึงได้ลองเสี่ยงขอคบกับนาย .....ถ้านายไม่รักฉัน ฉันก็คงต้องยอมแพ้ .....แต่ถ้านายรักฉัน  ฉันก็พร้อมจะเผชิญกับทุกอย่าง" 

 

ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆตรงปลายคางมน เชยใบหน้างดงามให้เงยขึ้นมองสบดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

 

"ฉันเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร รู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้คนที่ฉันรักอีกหลายคนต้องผิดหวัง แต่ฉันก็ทนฝืนตัวเองไม่ได้ ....ฉันรักนาย...ขอแค่ให้ฉันได้รักนาย"

 

แจจุงหรุบดวงตาลงเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาเอาไว้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันหลั่งไหลมาจากไหน อาจจะเป็นหัวใจที่เต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่ความอ่อนหวานหวามไหวอย่างตอนที่ได้รู้สึกตัวเมื่อแรกรัก แต่มันเป็นความมั่นคงอย่างคนที่ได้เข้าใจซึ่งกันและกัน ผ่านวันเวลาและความผูกพันอันยาวนานที่ได้หลอมรวมพวกเขาไว้ด้วยกันจนไม่อาจแยกจาก

 

ริมฝีปากอุ่นกดประทับเบาๆ บนหน้าผากมน ละเรื่อยลงมาจนถึงดวงตาคู่งาม พรมจูบซับทุกหยาดน้ำใส ก่อนจะค่อยๆเลื่อนไปที่เรียวปากนุ่ม แนบประทับนิ่งสนิทอยู่อย่างนั้น อ่อนหวาน แผ่วเบา ทว่ากลับหนักแน่นเมื่อสัมผัสมันด้วยหัวใจ  

 

"ฉันรักนาย"

 

เสียงทุ้มเอ่ยย้ำ ยอมละออกจากริมฝีปากอ่อนนุ่มเพื่อจะได้มองลึกลงในดวงตาคู่งามอย่างมีความหมาย....

 

"นายไปนั่งที่เดิมโน่นไป เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า"

 

แจจุงเกือบหลุดขำกับหน้าตาเซ็งสุดขีดกึ่งอยากร้องตะโกนของฝ่ายนั้น แต่ก็ยังขึงตาใส่อย่างบอกให้รู้ว่าเขาหมายความตามนั้นจริงๆ

 

ถึงจะโดนปรามาสว่าไม่ฉลาด แต่เด็กหนุ่มก็เป็นคนเรียนรู้ได้ไว ดังนั้นมุขตื้นๆแค่นี้ ไม่มีทางโดนหลอกง่ายๆ อยู่แล้ว

 

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ายุนโฮพยายามจะให้เขาบอกคำนั้นบ้าง ทั้งๆที่เขาก็บอกไปแล้ว แถมยังพูดต่อหน้าอีซูมานด้วย แค่นั้นยังไม่พออีกหรือไง

 

"ไม่เห็นเป็นไรเลย มีคนดูต้นทางมาด้วยตั้งสามคน"

 

แจจุงหันมองหา ‘คนดูต้นทาง' ที่ว่า แล้วก็เจอกับร่างสามร่างที่ดูคุ้นๆ ตา ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงริมทางเท้า แต่ท่าทางคงไม่ได้ดู ‘ต้นทาง' ตามหน้าที่ แต่น่าจะดูพวกเขาสองคนเสียละมากกว่า เพราะแค่เขาลุกขึ้นยืนโบกมือให้ สามคนนั้นก็เดินตรงเข้ามาหาทันที บอกให้รู้ชัดๆว่าจุดรวมสายตาอยู่ที่ไหน

 

"สามคนนั้นรู้เรื่องพวกเราได้ไง"

 

แจจุงหันไปถามเรื่องสุดท้ายที่ยังคาใจ ที่หมายมั่นปั้นมือไว้ล่วงหน้าเลยว่าถ้าคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจก็อาจจะมีใครบางคนโดนซัดสักตุ้บสองตุ้บ

 

"ถ้านายหมายถึงสามคนนั่นเข้ามาอยู่ในแผนได้ยังไง ก็เพราะพอดีชางมินบังเอิญไปเห็นตอนฉันกับพี่ฮีชอลแล้วก็พี่ฮานึลปรึกษากัน .....แต่ถ้าหมายถึงว่าทำไมถึงรู้ว่าเราคบกัน ก็คงเพราะว่าพวกนั้นดูออกว่าฉันรักนาย แล้วนายก็รักฉันล่ะมั้ง"

 

หมัดที่เตรียมไว้ ได้ใช้จริงๆกับคนร่างสูงที่ขยันพูดจาลดเลี้ยวให้เขาได้อายอยู่เรื่อย พอคนที่กำลังเดินเข้ามาหา เห็นอาการกึ่งวิวาทเล็กๆนั่นแล้วก็เลยพากันหยุดชะงักด้วยหน้าตาที่ดูแหยงๆ แจจุงเลยต้องเป็นฝ่ายเดินไปหาเสียเอง

 

"พี่แจจุงหายโกรธรึยัง"

 

แจจุงมองดูดวงตาใสวิ้งๆของจุนซูแล้วอยากจะบอกว่าถึงยังโกรธก็คงต้องหายแน่ถ้าเจอสายตาแบบนี้ ยูชอนกับชางมินก็เข้าใจคิดจริงๆที่เลือกส่งเจ้าโลมาน้อยออกมาเป็นทัพหน้า

 

"อืม"

 

มีเสียงถอนใจโล่งอกจากคนสองคนและอีกคนที่คว้าเอาแขนเขาไปกอดไว้ แจจุงหันไปมองสบดวงตาเรียวรีของคนร่างสูงที่ตอนนี้ถูกกันให้ยืนห่างออกไปแล้วรู้ซึ้งเลยว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้ยืนอยู่ตรงนี้

 

"แล้วนี่พวกนายมากันยังไงล่ะ"

 

แจจุงเอ่ยถามเมื่อกวาดตาดูแล้วไม่เห็นรถตู้ของบริษัท หรือรถของใครจอดอยู่แถวนั้น จะมีก็แต่รถแท็กซี่จอดชิดไหล่ทางอยู่คันเดียว

 

"มาแท็กซี่กัน แถวนี้มันหาเรียกยากก็เลยให้เขากดมิเตอร์รออยู่ตรงโน้นไง"

 

แจจุงฟังแล้วต้องเบิกตาค้าง คำนวณในใจคร่าวๆว่าจากบริษัทมาถึงที่นี่บวกกับเวลาอีกร่วมชั่วโมงถ้านับเฉพาะตั้งแต่ตอนที่ยุนโฮไปหาเขามาจนถึงตอนนี้แล้วค่าโดยสารจะเป็นเท่าไหร่

 

"พวกนายจะบ้าเรอะ!! ป่านนี้ค่ารถปาเข้าไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย โทร.ไปเรียกเอาก็ได้ จะให้เขามาจอดรอทำไม"

 

ถ้าเป็นในยามปกติคงต้องมีใครสวนกลับขึ้นมาบ้างว่าเขามันจอมขี้เหนียว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนจะยอมๆให้ เพื่อชดเชยเรื่องที่เขาต้องเสียใจที่โดนหลอก พอเป็นแบบนี้แจจุงก็เลยรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง เพราะเขาเองก็เพิ่งจะก่อเรื่องให้วงต้องเดือดร้อนมาเหมือนกัน

 

"เอ่อ ....งั้นวันนี้เรากลับไปทำข้าวเย็นกินกันมั้ย ฉลองที่ฉันตกงานสามเดือน" แจจุงพยายามทำตลก แต่ก็รู้สึกว่ามันจะแป้กเพราะไม่เห็นมีใครยอมหัวเราะด้วย เด็กหนุ่มก็เลยลองเปลี่ยนมุขใหม่ "แต่ว่าถ้าใครไปถึงรถทีหลัง ต้องเป็นคนล้างจาน"

 

พูดจบร่างบางก็ผละวิ่งออกนำไปก่อน และแค่อึดใจเดียวร่างสูงโปร่งของเจ้าน้องเล็กที่ขายาวกว่าใครก็ทิ้งห่างไปเป็นคนแรกอย่างง่ายดาย ตามด้วยจุนซูกับยูชอนที่จับมือวิ่งไปด้วยกัน และก็ร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่ขึ้นมาอยู่เคียงข้างกับเขา

 

ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเคยจับเวลาและรอบวิ่งแข่งกันในฟิตเนส แจจุงเข้าใจมาตลอดเวลาว่าถึงเขาจะช้า ก็ยังมีคนที่ช้ากว่าคือยุนโฮ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่ไม่เคยยอมแพ้ใครถึงแค่เสมอหรือบางทีก็แพ้ให้กับเขา

 

เด็กหนุ่มมองดูรถแท็กซี่อันเป็นเส้นชัยที่มีชางมินไปยืนอยู่เป็นคนแรกกับจุนซูและยูชอนที่กำลังจะไปถึง แล้วตัดสินใจเบี่ยงตัวเข้าไปใกล้เพื่อนร่วมทางคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ข้างๆ

 

 "ยุนโฮ ....ฉันรักนาย"

 

แจจุงระเบิดหัวเราะกับความตกตะลึงจนถึงกับหยุดชะงักอยู่กับที่ของฝ่ายนั้น ก่อนจะเร่งฝีเท้าจนวิ่งเข้าไปแตะขอบประตูรถได้เป็นคนรองสุดท้าย

 

"เย้!! พี่ยุนโฮล้างจาน"

 

ดวงตากลมดำเหลียวกลับไปมองคนที่ยังห่างออกไปอีกสองสามก้าว ที่ดูจะไม่อนาทรร้อนใจสักเท่าไหร่กับการต้องกลายเป็นคนรั้งตำแหน่งสุดท้าย อันที่จริงต้องบอกว่ารอยยิ้มบนเรียวปากและดวงตาของฝ่ายนั้นดูสดใสเสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่เคยได้เห็นด้วยซ้ำ

 

แจจุงแว่วเสียงใครสักคนบอกให้เขารีบขึ้นรถ แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงยืนรอจนร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ จึงส่งมือไปสอดรับมือของฝ่ายนั้นที่ยื่นมา

 

อีกสามเดือนนับจากนี้เขาจะกลายเป็นคนตกงาน